Thailand HR Tech 2026 (16–17 มิ.ย. 2569)
10 session
3 ทักษะที่ AI แย่งไม่ได้ & 4 Stages เปลี่ยนเป็นคนตรวจงานทำงานไวขึ้น 10 เท่า

สรุป Session: Beyond the Prompt: Architecting AI as a Culture จากงาน Thailand HR Tech 2026 เวที Stage A โดยคุณชุติมา สีบำรุงสาสน์ | CEO, Brightnest Studio Co., Ltd.
🔶 1. ปรับ Mindset ใหม่: AI คือผู้ช่วย ไม่ใช่ศัตรู
Prompt เป็นแค่จุดเริ่มต้น: ใครมีนิ้วก็พิมพ์ Prompt ได้ แต่คำถาม คือ Prompt แล้วได้ Impact หรือเปล่า? ต่างหากที่สำคัญ
✅ กำจัดงานไม่ชอบ - ไม่ใช่ - ไม่ช่วย: งานซ้ำๆ งาน Paperwork ที่ทำทุกวันเพราะหัวหน้าสั่ง งานพวกนี้คือ ตัวถ่วง Productivity ให้โยนไปเป็นหน้าที่ของ AI เลย
✅ AI ไม่ใช่ Cost Cutting Exercise: ถ้าผู้บริหารคนไหนเปิดปากว่า ใช้ AI เพื่อลดคน/ลดต้นทุน = Fail ตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ให้มองว่า AI จะสร้าง Opportunity และ Impact อะไรได้บ้าง
✅ Deep Touch > Deep Tech: เราไม่จำเป็นต้องเป็น Programmer (Deep Tech) แต่เราต้องรู้ว่าเราต้องการอะไร (Deep Touch) แล้วสั่ง AI ให้ทำงานแทนเรา อย่าใช้ AI เป็นแค่ Search Engine
🔶 2. องค์ประกอบของ AI Culture (3 สัญญาณชีพ)
- จะทำให้องค์กรมี AI Culture ได้ ต้องมี 3 สิ่งนี้ฝังอยู่ในร่างกายองค์กร:
✅ Think AI (สัญญาณชีพ): เวลาจะคิดหรือทำอะไร ต้องถามก่อนว่า AI ช่วยอะไรได้ไหม? ไม่ใช่แยก AI ออกจากการทำงานของคน
✅ Data-Driven Decision (การตัดสินใจ): เลิกใช้แค่ Human Sense แต่ให้ใช้ข้อมูลและ AI มาช่วยวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ (Judgment Based on Data)
✅ Routine Integration (งานประจำวัน): ฝัง AI เข้าไปใน Workflow ประจำวัน ให้ AI เป็นน้อง AI ที่นั่งทำงานข้างๆ ทุกคน
🔶 3. Hybrid Workforce: มนุษย์ + AI = ทีมงานในอุดมคติ
- ในโลกอนาคต เราจะไม่แข่งกับ AI แต่เราจะใช้ AI ยกระดับความเป็นมนุษย์ (Human Potential) ให้สูงขึ้น
✅ หน้าที่ของ AI: ความเร็ว, ปริมาณ, ความถูกต้อง, การประมวลผลข้อมูล (Machine Learning)
✅ หน้าที่ของมนุษย์: Innovation, Vision, Passion, Empathy, Imagination, และ Human Touch
✅ Human in the Loop: AI Generate งานออกมาได้ แต่ มนุษย์ต้องเป็น ผู้กรอง (Reviewer/Creator) เสมอ เพื่อความถูกต้องและเหมาะสม
เปลี่ยนจาก Doer ➡️ Reviewer ➡️ Creator: คนทำงานสมองมากขึ้น (หัวบวมขึ้น) เพราะต้องตรวจและต่อยอดจาก AI แต่ได้งานที่มี Impact มากขึ้น
🔶 4. 3 รูปแบบการใช้ AI ในองค์กร (AI Empowerment)
✅ Automation (อัตโนมัติ): งานซ้ำๆ ข้อมูลเยอะๆ Process ชัดเจน เช่น การคีย์ข้อมูล, การทำ Report ซ้ำๆ
✅ Augmentation (เสริมศักยภาพ): งานที่ยากขึ้น AI ช่วยร่าง (Draft) หรือ Formulate โครงสร้าง แล้วมนุษย์มา Review และ Make Judgment
✅ Assistance (ผู้ช่วยทั่วไป): งานเขียนอีเมล, งาน Draft เอกสารเบื้องต้น (แต่ห้ามก๊อปแปะส่งทันที ต้องมี Human in the loop)
🏗️ 5. 3 เสาหลักที่ HR และผู้นำต้องทำ เพื่อสร้าง AI Culture
✅ กล้าที่จะเปลี่ยน (Dare to Change): เลิกหลอกตัวเองว่า งานนี้ยังไงก็ต้องคนทำ คนรุ่นใหม่ (Gen Z) ไม่อยากทำงาน Data Punching หรือเลื่อน Excel แต่อยากทำงานที่ใช้สมองและสร้าง Impact
✅ ลงทุนพัฒนาคนให้ถูกจุด (Right Investment): เลิกเทรน AI แบบ กระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ ที่เรียนเสร็จแล้วตาลอย ไม่รู้เรื่อง ต้องโฟกัสที่ Cognitive Domain (การคิดวิเคราะห์, การเชื่อมโยงข้อมูล, การแก้ปัญหา) มากกว่าแค่สอนวิธีใช้เครื่องมือ
✅ Redesign Job (ออกแบบงานใหม่): เลิกมองที่ Title แต่มามองที่ Deliverables และ Skills เพื่อก้าวสู่การเป็น Skill-based Organization ที่เน้นทักษะที่องค์กรต้องการในอนาคต
🔶 6. Journey สู่การเป็น AI Citizen (Digital Workforce Maturity)
- การทำ AI Culture ไม่ใช่เทรนวันนี้แล้วพรุ่งนี้จะเป็นเลย แต่มันคือ Change Journey
✅ Stage 1: Tool Adoption นำ AI มาลดงานที่ไม่อยากทำ (งานซ้ำซ้อน)
✅ Stage 2: Connectivity เริ่ม Integrate AI เข้าไปใน Workflow และ Data Flow ขององค์กร
✅ Stage 3: Agentic AI มีผู้ช่วย AI หลายๆ ตัวทำงานเฉพาะทาง (เช่น ฝั่ง Marketing, Communication)
✅ Key Success: Learn Fast, Fail Fast ลองทำเลย ผิดพลาดก็เอามาเรียนรู้ อย่ากลัวที่จะทดลอง
🧑💼 4 Stages เปลี่ยนจากคนทำเป็นคนตรวจงาน
📌 Stage 1: Tool User ผู้ใช้เครื่องมือ
- สถานะ: ยังเป็นชาวต่างดาว ที่เพิ่งเริ่มรู้จัก AI
- ลักษณะ: ใช้ AI แบบง่ายๆ เป็นเครื่องมือช่วยงานส่วนตัว เช่น ให้ช่วยเขียนอีเมล, Draft เอกสาร, สรุปข้อมูล
- งานที่ทำ: โยนงานซ้ำซ้อน (Automation) ให้ AI ทำ เช่น คีย์ข้อมูล, ทำ Report ซ้ำๆ
- บทบาทคน: ยังเป็น Doer อยู่ แต่เริ่มมี AI ช่วยลดภาระงานที่ไม่อยากทำ
✨ ตัวอย่างเช่น น้อง AI ช่วยร่างอีเมลหาลูกค้าให้หน่อย
📌 Stage 2: Workflow Integrator ผู้ผสานงาน
- สถานะ: เริ่มเป็น AI Citizen ที่รู้จักเชื่อมโยง AI เข้ากับงาน
- ลักษณะ: เริ่ม Integrate AI เข้าไปใน Workflow และ Data Flow ขององค์กร ไม่ใช่แค่ใช้แยกส่วน
- งานที่ทำ: ใช้ AI ช่วยงานที่ยากขึ้น (Augmentation) เช่น วิเคราะห์ข้อมูล, Formulate โครงสร้างงาน
- บทบาทคน: เริ่มเปลี่ยนจาก Doer → Reviewer คือ AI ทำร่าง แล้วคนมาตรวจและปรับแก้
✨ ตัวอย่างเช่น ให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลยอดขาย 3 ปีย้อนหลัง แล้วสรุป Insight ให้
📌 Stage 3: AI Manager ผู้จัดการ AI
- สถานะ: เป็น AI Leader ที่บริหาร AI เหมือนทีมงาน
- ลักษณะ: มี Agentic AI หรือผู้ช่วย AI หลายตัวทำงานเฉพาะทาง (เช่น AI ฝั่ง Marketing, AI ฝั่ง Communication)
- งานที่ใช้: ใช้ AI แบบ End-to-End ในบาง Process ให้ AI ทำงานต่อเนื่องกัน
- บทบาทคน: เปลี่ยนเป็น Reviewer + Creator อย่างเต็มตัว คือตรวจงาน AI แล้วสร้างต่อยอดด้วย Human Wisdom
✨ ตัวอย่างเช่น ให้ AI ตัวที่ 1 หาข้อมูลตลาด, ตัวที่ 2 ร่างแคมเปญ, ตัวที่ 3 สร้างคอนเทนต์ แล้วเรามา Review และตัดสินใจสุดท้าย
📌 Stage 4: AI Citizen / Architect พลเมือง AI / สถาปนิก
- สถานะ: อยู่ร่วมกับ AI อย่างกลมกลืน เป็น Blended Culture
- ลักษณะ: AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร (AI Culture) เหมือนอากาศที่หายใจเข้าออก
- งานที่ทำ: มนุษย์โฟกัสที่ Innovation, Vision, Empathy, Imagination ส่วน AI จัดการเรื่อง Data, Process, Speed
- บทบาทคน: เป็น Creator + Architect คือออกแบบและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยใช้ AI เป็น Foundation
✨ ตัวอย่างเช่น เราคิด Concept แคมเปญใหม่ที่ใช้ Empathy นำ แล้วให้ AI ช่วย Execute และ Optimize ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย
👉 จุดหมายปลายทางของเรา คือ โลกยุคใหม่ที่มนุษย์จะทำในสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีที่สุด บนบริบทของสติปัญญาของมนุษย์... Drive AI as a Culture, NOT AI as a Technology
💛 ติดตามเพจเราไว้ เพื่อรับความรู้สาระดี ๆ แบบนี้ได้ประจำครับ
#Insightist #AI #EventInsight #Human #AI #ThailandHRTech #ThailandHRTech2026