
โดย Thanedpol Dechaduangsakul | เผยแพร่: 21 กรกฎาคม 2026 | อ้างอิง: Sci New, iopscience
นักดาราศาสตร์เจอหลุมดำดวงแรกใน Omega Centauri กระจุกดาวใหญ่ที่สุดในทางช้างเผือก จากที่คาดว่าน่าจะมีซ่อนอยู่ทั้งหมดราว 10,000 ดวง
หลุมดำนี้ชื่อ oMEGACat BH-2 มีดาวคู่โคจรรอบนาน 94 ปี ยาวที่สุดเท่าที่เคยพบในระบบหลุมดำคู่
ใช้ข้อมูลจาก Hubble ย้อนหลัง 20 ปี ผสมกับ Webb เพื่อวัดการเคลื่อนที่ของดาวแบบละเอียดถึงระดับเสี้ยวพิกเซล

Omega Centauri อยู่ห่างจากโลกราว 18,000 ปีแสง เป็นกระจุกดาวทรงกลมที่ใหญ่ที่สุดและสว่างที่สุดในกาแล็กซีของเรา มีอายุถึง 12,000 ล้านปี และมีดาวรวมกันอยู่กว่า 10 ล้านดวง มันสว่างพอที่คนซีกโลกใต้จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลย
นักวิทยาศาสตร์รู้มานานแล้วว่าตรงใจกลางของกระจุกดาวนี้น่าจะมีหลุมดำขนาดกลางซ่อนอยู่ และแบบจำลองยังบอกอีกว่าน่าจะมีหลุมดำขนาดเล็กกว่านั้นซ่อนอยู่อีกนับหมื่นดวง แต่ปัญหาคือวิธีตามหาแบบเดิม ไม่ว่าจะวัดความเร็วดาวหรือดักจับรังสีเอกซ์จากสสารที่ตกลงไปในหลุมดำ ล้วนหาไม่เจอสักที
แล้วทีมของ Matthew Whitaker หาเจอได้ยังไง?
พวกเขาเปลี่ยนวิธี หันมาใช้เทคนิคที่เรียกว่า astrometry คือวัดการขยับตัวเล็กจิ๋วของดาวบนท้องฟ้าในช่วงเวลายาวๆ แทน โดยไล่ดูข้อมูลเก็บสะสมจาก Hubble ย้อนหลังไปกว่า 20 ปี แล้วเสริมด้วยข้อมูลล่าสุดจาก James Webb Space Telescope จนจับได้ว่ามีดาวดวงหนึ่งกำลังโคจรรอบวัตถุที่มองไม่เห็น แต่มีมวลมากพอที่จะเป็นได้แค่หลุมดำเท่านั้น
Dr. Whitaker เล่าว่าความแม่นยำของการวัดครั้งนี้ "เหลือเชื่อมาก แม่นยำถึงระดับเสี้ยวหนึ่งของพิกเซลบนตัวตรวจจับของ Hubble และ Webb" และย้ำว่าถ้าไม่มีกล้องโทรทรรศน์ทั้งสองตัวนี้ คงไม่มีทางเจอหลุมดำดวงนี้เลย
ทำไมหลุมดำดวงนี้ถึงพิเศษกว่าที่เคยเจอมา?
ดาวคู่ของมันโคจรรอบครบหนึ่งรอบทุกๆ 94 ปี กลายเป็นสถิติใหม่ของระบบหลุมดำคู่ที่มี orbital period ยาวที่สุดเท่าที่เคยรู้จักมา นักวิจัยเชื่อว่าทั้งคู่ไม่ได้เกิดมาด้วยกันตั้งแต่แรก แต่มาเจอกันเองในความหนาแน่นของกระจุกดาว ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า dynamically formed และเพราะเกิดจากการมาเจอกันแบบนี้เอง ระบบเลยไม่มั่นคง คาดว่าจะถูกแรงโน้มถ่วงจากดาวข้างเคียงฉีกออกจากกันภายในเวลาไม่ถึง 1,000 ล้านปี ซึ่งสั้นกว่าอายุของกระจุกดาวมาก

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับวงการดาราศาสตร์?
Dr. Anil Seth จากทีมวิจัยเดียวกันบอกว่า การเข้าใจประชากรหลุมดำในกระจุกดาวสำคัญมาก เพราะยังมีความไม่แน่นอนอยู่เยอะเรื่อง physics และกระบวนการก่อตัวของมัน โดยเฉพาะเรื่องการก่อตัวเป็นระบบคู่แบบ dynamically formed เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการตีความสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงที่ตรวจจับได้จากทั่วจักรวาล และ Omega Centauri ก็เชื่อว่าเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดหลักของการรวมตัวหลุมดำที่ก่อให้เกิดคลื่นเหล่านั้น
Q: หลุมดำในกระจุกดาวนี้มีทั้งหมดกี่ดวง?
A: แบบจำลองคาดว่าน่าจะมีราว 10,000 ดวง แต่ที่ยืนยันได้แล้วตอนนี้คือ 1 ดวง
Q: ทำไมกว่าจะเจอถึงใช้เวลานาน?
A: เพราะหลุมดำมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ต้องอาศัยการวัดแรงโน้มถ่วงที่มันดึงดาวข้างเคียง ซึ่งต้องใช้ข้อมูลแม่นยำระดับสูงสะสมนานหลายสิบปี
Q: งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ที่ไหน?
A: ตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal Letters
Source:
iopscience: https://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/ae7a5c
Sci news: https://www.sci.news/astronomy/omega-centauris-first-stellar-mass-black-hole-14928.html