
โดย Thanedpol Dechaduangsakul | เผยแพร่: 20 สิงหาคม 2569 | อ้างอิง: จากงาน BDI Seminar 2026
งาน App Modernization ที่ปกติใช้เวลา 4-6 เดือน เสร็จได้ใน 2 สัปดาห์ ด้วย Vibe Coding + Spec Driven
จากผู้เรียน 500 คน มีไม่ถึง 10% ที่ Vibe Coding ได้ผลจริง
AI แก้ช่องโหว่ความปลอดภัย 4,000 กว่าจุด เสร็จใน 1 วัน จากที่คนเคยใช้เวลา 2 เดือน
AI ยังมั่นใจผิดได้ เช็กซ้ำพบว่าถูกแค่ราว 80% ไม่ใช่ 100%
บริษัทขนาด 1,000-2,000 คนหลายแห่งระบุว่านี่คือปีแรกที่ไม่รับเด็กจบใหม่
สรุป Session: เสวนา Vibe Coding: กระแส ความจริง และความพร้อมขององค์กรจากงาน BDI Seminar 2026 โดย
คุณศุภกิจ ยงวิทิตสถิต – ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟิวชั่น โซลูชั่น จำกัด
ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์ – ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน)
ผศ.ดร.ธรรณพ อารีพรรค – ผู้อำนวยการศูนย์บริการทางวิชาการ และอาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Claude Thailand Community
คุณมิ้ม พงษ์สุดา พรประภา, Moderator, พิธีกรสองภาษามืออาชีพ Professional MC (Thai, English, Spanish)
8 คำศัพท์ที่ได้ยินตลอดวงเสวนา
Spec Driven
กำหนดสเปกให้ชัดก่อนเริ่ม Vibe ตั้งแต่สถาปัตยกรรม ฐานข้อมูล ไปจนถึงระดับ Algorithm — คือกุญแจที่แยกคนที่ Vibe เก่งออกจากคนทั่วไป
Loop Engineering
สั่งให้ AI หมุนวนทำงานต่อเนื่องจนกว่าจะสำเร็จ ผูกกับ Cron Job ให้กลับมา Patch งานเป็นระยะได้ ทำให้สั่งงานยาวข้ามวันได้จริง
Parity Gate
จุดตรวจคุณภาพที่วางเป็นช่วงๆ คล้าย Unit Test ในโค้ดก้อนเล็ก (Vertical slice) ให้ตรวจสอบได้ครบทุกจุดก่อนประกอบรวม
Human in the Loop
หลักการที่ต้องมีมนุษย์อยู่ในวงจรตรวจสอบเสมอ เพราะ AI ยังหลอนและมั่นใจในตัวเองเกินจริงได้
Grill Me / Grill with Doc
สกิลที่บังคับให้ AI ถามคำถามเรากลับก่อนเริ่มงาน เพื่อดึงความต้องการที่คลุมเครือให้กลายเป็น Spec ที่ใช้งานได้จริง
AI Orchestration
การบริหารจัดการ AI Agent/Sub Agent หลายตัวให้ทำงานร่วมกัน เช่น ตัวหนึ่งเขียนโค้ด อีกตัวทำหน้าที่ทดสอบ
Shadow AI
ความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญขององค์กรรั่วไหล เมื่อพนักงานใช้บัญชี AI ส่วนตัวที่ไม่มีการป้องกันมาทำงานบริษัท
Token Economics
ต้นทุนการใช้ AI ตามปริมาณ Token ที่ผู้ผลิตหลายเจ้ายัง Subsidize อยู่วันนี้ แต่จะกลายเป็นบทพิสูจน์จริงในวันที่ต้องจ่ายเต็มราคา
คำถามแรกที่พิธีกรเปิดเวที คือให้แต่ละท่านนิยาม “Vibe Coding” ในแบบของตัวเอง — คำตอบทั้ง 3 ชุดต่างมุมแต่สอดคล้องกัน และร้อยกันเป็นภาพเดียว
คุณศุภกิจ: เป็นโปรแกรมเมอร์มา 30 กว่าปี แต่ไม่ได้เขียนโปรแกรมเองมาประมาณ 1 ปีแล้วเพราะเครื่องมือนี้ ปีนี้เห็นเทรนด์ชัดว่ากำลังเปลี่ยนจาก Vibe อิสระ ไปสู่ Spec Driven ต้องเริ่มมีกรอบมาควบคุมการทำงานของ AI
ผศ.ดร.รุ่งโรจน์: Vibe Coding คือการใช้ภาษามนุษย์สั่งให้ AI เขียนโค้ดให้ ประเด็นที่เป็นเทรนด์จริงตอนนี้คือการ “ควบคุม” ให้มันใช้งานได้จริง Operate ได้จริง ไม่ใช่แค่ส่งมอบงานแล้วจบ แต่ Scale ไม่ได้หรือ Security ไม่ผ่าน
ผศ.ดร.ธรรณพ: คือเครื่องมือ AI Assistant ที่ช่วยเขียนโค้ดด้วยภาษาธรรมชาติ วิวัฒนาการมาจาก Auto Complete (คนเขียน AI ช่วยเติม) กลายเป็น “บอกว่าอยากได้อะไร AI เขียนให้เราเลย” ซึ่งเปลี่ยนวิธีทำงานไปพอสมควร
Auto Complete (คนเขียน, AI ช่วยเติมคำ) → Vibe Coding อิสระ (บอก AI เขียนให้ทั้งหมด) → Spec Driven + Loop Engineering (ปี 2026 ต้องมีกรอบและวงจรควบคุมชัดเจน)
คุณศุภกิจเล่าประสบการณ์ตรงตั้งแต่ยุคแรกของ AI ช่วยเขียนโค้ด จนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาพอใจโมเดลปัจจุบันมากที่สุด
ยุค Auto Complete: พิมพ์ไปแล้ว AI ขึ้น Suggestion ให้ — ใช้แล้วค่อนข้างรำคาญ เพราะ Suggest ผิดบ่อย
โมเดลรุ่นถัดมา: ทำได้ดีขึ้นมาก แต่ “จบงานไม่ได้” — เขียนฟังก์ชันมาแล้วโค้ดพันกัน ต้องนั่งแก้เยอะ
โมเดลปัจจุบัน (4-5 เดือนที่ผ่านมา): เริ่มพอใจจริงจัง เพราะทำสิ่งที่เรียกว่า Loop Engineering ได้แล้ว
คือ การสั่งให้ AI หมุนวนทำงานจนกว่าจะสำเร็จ เมื่อ 4-5 เดือนก่อน สั่งให้ทำแอปพลิเคชันสักตัว มักทำไปครึ่งๆ กลางๆ แล้วหยุด ต้องตื่นมาทำต่อเองอีกวัน แต่ช่วง 3-4 เดือนหลังนี้ กลายเป็นว่าสั่งให้ AI ทำงานยาวต่อเนื่องได้ — เคยสั่งให้ทำงาน 3 วันไม่หยุดเลย
เทคนิคที่ใช้คือตั้ง Cron Job ไว้ พอถึงรอบประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ Trigger ให้ AI ขึ้นมา Patch งานต่อเอง
ผลพลอยได้ที่น่าสนใจ คือ หลังทำ Loop Engineering คุณภาพโค้ดดีขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะกับ Claude รุ่น Opus และเฟรมเวิร์กต่างๆ และ AI เริ่มเข้าใจเนื้องานมากขึ้นด้วย จึงย้อนกลับไปหนุนแนวคิด Spec Driven: ถ้ามี Spec ชัด ผลลัพธ์จะดีขึ้นตามไปด้วย
โจทย์จริงจาก Enterprise แห่งหนึ่ง: แอปพลิเคชันเก่ามาก เขียนด้วย .NET 4 / 4.5 ใช้งานมากว่า 10 ปี ลูกค้าต้องการย้าย Backend ไปเป็น Go และ Angular รุ่นใหม่ ทำ Federation — งาน Rebuild แบบเดิมที่ต้องใช้ทีมเก่งๆ อย่างน้อย 4-6 เดือน จบลงด้วยเวลาเพียง 2 สัปดาห์
6 เดือน: เวลาที่ใช้แบบเดิม (Rebuild ด้วยทีมเก่งๆ)
2 สัปดาห์: เวลาจริงด้วย Vibe Coding + Spec Driven + Loop Engineering
4,000+: ช่องโหว่ (Vulnerability) ที่ AI แก้เสร็จใน ~1 วัน จากปกติที่คนต้องใช้ ~2 เดือน
<10%: ของผู้เรียน 500 คน ที่ Vibe ได้เก่งจริง และล้วนใช้ Spec Driven
ข้อแม้สำคัญ: 2 สัปดาห์นี้ คือ เฉพาะงานโค้ดดิ้งล้วนๆ ยังไม่พร้อมขึ้น Production จริง ต้องผ่านกระบวนการ Security และการทดสอบอีกหลายขั้นตอน แต่ตัวเลข Productivity ที่เพิ่มขึ้นก็ถือว่ามหาศาลอยู่ดี
จากประสบการณ์เข้าไปช่วย Adopt Vibe Coding ให้กับองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งในไทย (ระดับโปรแกรมเมอร์ 1,000-2,000 คน) คุณศุภกิจได้ยิน CTO พูดเป็นเสียงเดียวกันในเรื่องที่น่าตกใจ
“ปีนี้เป็นปีแรกที่เขาไม่ได้รับนักศึกษาจบใหม่แล้ว”
— คุณศุภกิจ ยงวิทิตสถิต ถ่ายทอดคำพูดของ CTO องค์กรระดับ Enterprise หลายแห่ง
สมัยก่อนโปรแกรมเมอร์คือ “มนุษย์ทองคำ” บริษัทไปตั้งบูธรับตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ปีนี้เป็นปีแรกที่หลายบริษัทไม่ได้ไปตั้งบูธแบบนั้นแล้ว สิ่งที่ทำแทนคือให้โปรแกรมเมอร์ระดับ Senior เข้าไปควบคุมงานมากขึ้น สะท้อนว่า AI เก่งในระดับที่ทำ Operation ได้สมบูรณ์แล้ว
คุณศุภกิจเล่าว่าเวลาไปสอน หลายที่ชอบผสม Role กันแข่ง Hackathon เล็กๆ — เอา Business Analyst, Tester, PM และโปรแกรมเมอร์มารวมทีมกัน
พิธีกร (คุณมิ้ม) ถามว่า ตำแหน่งอะไรที่ชนะประจำ?
อ.ธรรณพ ทายว่า Tester ครับ... ไม่รู้
คุณศุภกิจบอกว่า จะเป็น Business Analyst แต่ตำแหน่งที่ไม่เคยชนะเลยสักครั้งคือ โปรแกรมเมอร์ กลายเป็นเรื่องตลกไปเลยในวงการ
ทั้งคุณศุภกิจและ ผศ.ดร.ธรรณพ เห็นตรงกันว่า นี่คือ สัญญาณว่า รูปแบบการสอนต้องปรับใหม่จริงจัง
สองมุมที่ต้องชั่งใจ, Non-Dev vs Developer มืออาชีพ: โอกาสทองของ Non-Dev — แต่ยังต้องมี Dev มืออาชีพอยู่ดี
ผศ.ดร.ธรรณพ มองว่าช่วงนี้คือ “โอกาสทอง” สำหรับคนที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์เลยสักคน เพราะ AI ช่วยลดกำแพงการเขียนโค้ดลงไปมาก จนทำ Demo หรือ Prototype ได้ง่ายขึ้นมาก
เมื่อก่อนอยากได้ฟีเจอร์เพิ่มในซอฟต์แวร์ที่มีอยู่ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะโทร/เมลไปขอเพิ่ม หรือถ้าจ้างโปรแกรมเมอร์ทำใหม่ก็อาจต้องจ่ายหลักแสนบาทขึ้นไป ตอนนี้จ่ายแค่ค่า AI Assistant subscription ก็สามารถ Dev เองได้ทั้งที่เป็น Non-Code
ถ้าคุณไม่ได้เป็น Dev ผมจะไม่ให้คุณทำแบบนี้ เพราะคุณจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วจะมีความไม่ปลอดภัยสูงมาก”
— มุมมองเดิมของ ผศ.ดร.ธรรณพ เมื่อ 3-4 ปีก่อน ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะ AI เก่งขึ้นจนแก้ปัญหา Security เบื้องต้นได้เกือบหมด
ในกลุ่ม Claude Thailand Community มีตัวอย่างจริงเต็มไปหมด คนทั่วไปที่ไม่รู้โค้ดเลยสักตัว ก็สามารถทำเว็บ ทำแอปพลิเคชัน หรือทำซอฟต์แวร์ช่วยกิจการของตัวเองได้
OPPORTUNITY สำหรับ Non-Dev | ยังต้องมี Dev มืออาชีพ |
|---|---|
|
|
|
|
|
|
ผศ.ดร.ธรรณพ มองว่าอนาคตยิ่งต้องการ Developer ระดับ Senior มากขึ้น ไม่ใช่ Junior เหมือนเดิม โจทย์ คือ ทำอย่างไรให้นักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบกลายเป็น Senior ได้เลย
ระหว่างเรียน 4 ปี นักศึกษาอาจไม่สามารถเรียนอย่างเดียวได้อีกต่อไป ต้องได้ทำงานจริงคู่ขนานไปด้วย
อาจารย์ต้องไปหาโจทย์จริงจากบริษัทข้างนอก ให้นักศึกษาเริ่มลงมือทำตั้งแต่ยังเรียนอยู่
เป้าหมาย: พอเรียนจบ ตัวนักศึกษาเองก็กลายเป็นระดับ Senior แล้ว บริษัทไม่ต้องจ้าง Junior แต่จ้าง Senior ได้เลย
คุณศุภกิจเสริมว่าฟังแล้วชีวิตมีหวัง เพราะกระบวนการ Vibe เองนั้นง่ายมาก ใครมีเงินซื้อเครื่องมือมาใช้ก็ Vibe เป็นได้ทันที แต่สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือกระบวนการเรียนการสอน จากเดิมที่สอนให้รู้ Logic ต้องปรับมาสร้าง Maturity ให้เหมือนเป็น Senior ตั้งแต่ต้น
ข้อควรระวัง, Security & AI Hallucination: เชื่อ AI ได้แค่ไหน, Security คือ เรื่องที่ต้องระวังที่สุด
ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ชี้ว่าแม้ AI จะรุ่นใหม่แค่ไหน ก็ยังหลอน และเชื่อมั่นในตัวเองเกินจริงได้เสมอ องค์กรต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง Security เป็นอันดับหนึ่ง
ตัวอย่างจากประสบการณ์ตรง: สั่งให้ AI วน Loop เช็กงานให้ มันตอบว่าเช็กแล้วถูกต้อง ด้วยความมั่นใจเต็มที่ แต่พอโปรแกรมเมอร์ที่มีประสบการณ์เข้าไปตรวจซ้ำ พบว่ายังไม่ถูกทั้งหมด อาจถูกแค่ราว 80% เท่านั้น ยังไม่ตรงใจ 100%
เพราะเทรนด์นี้เพิ่งบูมจริงจังต้นปี 2026 นี้เอง ผศ.ดร.รุ่งโรจน์จึงให้โจทย์โปรแกรมเมอร์ทุกคนในทีม: ใช้โมเดลเดียวกัน Vibe Code ซอฟต์แวร์ตัวเดียวกันตามองค์ความรู้ที่มี ณ ตอนนั้น ห้ามถามใคร
เชื่อไหมครับ 10 คน ออกมาไม่เหมือนกัน เพราะ Business Logic ของโปรแกรมเมอร์แต่ละคนมีไม่เท่ากัน”
— ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์
องค์ความรู้เรื่อง Security (Programming / Server / Network) และเรื่อง Scale (Vertical vs Horizontal) ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันเช่นกัน ทางแก้ที่ทีมนี้ใช้คือ ให้ผู้บริหารทำหน้าที่เหมือนครู ถ่ายทอดความรู้ให้ทีมเต็มที่โดยไม่หวงวิชา เพราะทุกภาคส่วน ทั้งองค์กร นักศึกษา และหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ล้วนต้องปรับตัวเหมือนกันหมด ปฏิเสธกระแสนี้ไม่ได้
ธีมหลักที่ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ยึดตลอดคือ “AI กับ Human” — ทุกงานต้องมี Human in the loop เพราะ AI ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง
“AI ไม่ใช่พระเจ้า มันไม่ได้รู้ทุกเรื่อง”
— ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์
ต้องกำหนด Spec ให้ชัดเจนตั้งแต่โครงสร้างสถาปัตยกรรมระบบ ฐานข้อมูล บางครั้งลงลึกถึงระดับ Algorithm และต้องวางแผนรองรับอนาคตด้วย — วันนี้อาจมีผู้ใช้แค่ 100 คน แต่ต้องวางโครงสร้างให้ถูกต้องตั้งแต่แรก เผื่อโตไปเป็นหมื่นเป็นแสนคน
คุณศุภกิจเล่าเคสที่หลายคนคิดว่า AI เก่งแล้วไม่ต้องตรวจ พอเอาเข้า DevSecOps สแกน กลับพบช่องโหว่ (Vulnerability) กว่า 4,000 ข้อ — ส่งกลับให้ AI แก้ต่อ งานที่ปกติคนต้องใช้เวลาแก้ราว 2 เดือน AI ใช้เวลาเพียง 1 วัน
วางจุดตรวจเป็นช่วงๆ โดยเปลี่ยนวิธีคิดสถาปัตยกรรม จากก้อนใหญ่แบบ Monolithic หรือ Microservice เชิง Horizontal มาแบ่งโค้ดเป็นก้อนเล็กแบบ Vertical แทน เมื่อก้อนเล็กลง ก็วาง Parity Gate แทรกได้ถี่ขึ้น ทำหน้าที่คล้าย Unit Test ตรวจทุกบล็อกย่อยที่ทำเสร็จ แม้โค้ดที่มาประกบกันจะ Loose Coupling ไปบ้าง แต่ตรวจสอบได้ครบทุกจุด
ข้อควรระวัง: ห้ามให้ AI เป็นผู้เช็ก Parity Gate ของตัวเอง (เช่น สั่งแค่ให้ AI "จด Note ว่าบล็อกนี้เสร็จแล้ว") เพราะมันมั่วตอนเช็กได้เช่นเดียวกับตอนเขียนโค้ด ต้องผสมกับ Unit Test แบบ Traditional ที่รันได้เองโดยไม่พึ่ง AI เสมอ
“ใช้ AI ก็เหมือนกัน แต่เราจะไว้ใจ 100% ก็ไม่ได้ ก็ต้องทำเป็นบล็อกๆ ไว้ก่อน และมี Parity Gate เช็กเป็นชั้นๆ”
— คุณศุภกิจ ยงวิทิตสถิต เปรียบเทียบกับการนั่งมอเตอร์ไซค์วิน ที่ต้องไว้ใจคนขับระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่แบบ 100%
ผศ.ดร.ธรรณพ ชี้ปัญหาของมือใหม่ที่ Vibe Coding ไม่สำเร็จ คือเข้าใจผิดว่าแค่บอกความต้องการปากเปล่า AI ก็จะทำได้ทันที ทั้งที่ต้องมี Spec ที่ชัดเจนก่อนเสมอ
คำแนะนำคือใช้สกิลที่ชื่อ “Grill me” หรือ “Grill with doc” ซึ่งบังคับให้ AI ถามเรากลับก่อนเริ่มงาน เช่น บอกว่าอยากได้เว็บลงทะเบียน AI จะถามกลับประมาณ 20 กว่าข้อ ลงทะเบียนด้วยระบบอะไร กี่คน วันไหน ใช้ Data Stack อะไรบ้าง ฯลฯ พอตอบครบ 24-25 ข้อ คำตอบเหล่านั้นจะกลายเป็น Spec แล้วค่อยเอาไป Vibe ต่อ
ผศ.ดร.ธรรณพ มองว่าในอนาคตการบริหารจัดการต้องไม่ใช่แค่มี AI ช่วยเขียนโค้ด แต่ต้องมี AI ช่วยด้านอื่นด้วย สร้าง AI Agent และ Sub Agent หลายตัวทำงานร่วมกัน เช่น ตัวหนึ่งเขียนโค้ด อีกตัวทำหน้าที่ Testing วางแผนภาพกว้างไว้ก่อน แล้วค่อยสั่ง Vibe พร้อม Loop Engineering วนออกมา
เมื่อมี Spec ชัด มีคนวางแผนไว้แล้ว มีแผนการทำไว้แล้ว โอกาสสำเร็จของ Vibe Coding ก็จะสูงขึ้นมาก และนี่ยังเป็นศาสตร์ใหม่ที่ทุกคน รวมถึงอาจารย์เอง ต้องเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ
คุณศุภกิจย้ำว่า “ความพร้อม” ไม่ใช่เงื่อนไขตายตัวที่ต้องมีก่อนเริ่ม — เริ่ม Vibe วันนี้ได้เลย แต่มีกับดักสำคัญที่มือใหม่มักเจอ
“แต่จริงๆ มันไม่ใช่เราเขียน เป็น AI เขียน”
— คุณศุภกิจ ยงวิทิตสถิต เตือนกับดักความมั่นใจเกินจริงของมือใหม่
เวลาคน Vibe Code ครั้งแรกแล้วแอปพลิเคชันออกมาดี มักรู้สึกว่า “ตัวเองเก่งมาก” ทั้งที่จริงเป็น AI เขียนให้ ความมั่นใจแบบนี้อาจนำไปสู่การขยาย Scale และความซับซ้อนโดยไม่ระวัง หลักคิดที่ต้องย้อนกลับไปเสมอคือ: มี Spec หรือยัง มี Parity Gate หรือยัง
ระหว่างวงเสวนา คุณศุภกิจแซว ผศ.ดร.ธรรณพ ว่าใช้ AI Agent หนักจนถูกเรียกว่า “สุลต่าน” เพราะแพ็กเกจ Tier Max ยังเอาไม่อยู่ คาดว่าใช้ไม่ถึง 2 วันก็ติด Limit แล้ว — เป็นภาพสะท้อนขนาดย่อมของหัวข้อถัดไป
Claude มี Rate Limit ที่ยังคุมง่ายกว่า ส่วน GitHub Copilot ไม่มี Rate Limit แต่เก็บตามปริมาณ Token ล้วนๆ จนถูกเรียกเล่นๆ ว่า “มหาราชา” ทว่าต้นทุนแพงมาก ผู้ผลิต AI หลายเจ้าวันนี้ยัง Subsidize ต้นทุนอยู่ผ่าน Rate Limit ที่ให้ใช้ฟรีในระดับหนึ่ง แต่วันที่ Subsidize ไม่ไหวแล้วต้องเก็บ Token เต็มราคา จะเป็นบทพิสูจน์จริงว่าใครใช้ Vibe Coding ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง
สิ่งที่ต้องเตรียมจากมุมนี้:
มี Spec หรือยัง
มี Parity Gate หรือยัง
วางแผนรับมือต้นทุน Token ในระยะยาว
งานที่ปกติต้องใช้ทีมเก่งๆ อย่างน้อย 4-6 เดือน ทำเสร็จได้ใน 2 สัปดาห์ ด้วยการผสม 3 เทคนิคเข้าด้วยกัน
เทคนิค | ทำหน้าที่อะไร |
|---|---|
Spec Driven | กำหนดโจทย์ให้ AI ชัดเจนตั้งแต่สถาปัตยกรรมถึงฐานข้อมูล ก่อนเริ่มเขียน |
Loop Engineering | ให้ AI ทำงานวนต่อเนื่องจนกว่าจะเสร็จ ไม่ต้องคอยสั่งใหม่ทุกขั้น |
Parity Gate | จุดตรวจคุณภาพเป็นช่วงๆ คล้าย Unit Test ก่อนประกอบโค้ดเข้าด้วยกัน |
รวบยอดคำแนะนำจากทั้ง 3 ท่าน เป็นแนวทางเริ่มต้นที่องค์กรใดก็นำไปปรับใช้ได้ทันที
ปลูกฝัง AI Literacy ก่อน
ให้พนักงานทุกคนเข้าใจการใช้ AI ทั่วไปก่อน แล้วค่อย Explore ว่าองค์กรเหมาะกับเครื่องมือตัวไหน
จัดซื้อ AI ระดับ Enterprise เท่านั้น
ห้ามใช้บัญชี AI ส่วนบุคคลทำงานบริษัท เพื่อป้องกันความเสี่ยง Shadow AI และข้อมูลรั่วไหล
เริ่มจาก Sandbox เล็กๆ
ทดลองใน Use Case ง่ายๆ ก่อน วัดผล ROI ว่าคุ้มค่าจริงไหม แล้วค่อยขยายไปยัง Use Case อื่น
ให้ทีมทดลองแข่งกัน
เลือกโปรแกรมเมอร์สัก 3-5 คนลองทำโปรเจกต์เดียวกัน เปรียบเทียบเครื่องมือและผลลัพธ์ที่ต่างกัน
ห้าม One Man Show
บังคับให้ทุกโปรเจกต์มีอย่างน้อย 2-3 คนร่วมรับผิดชอบ เพื่อลดความเสี่ยงหากคนคนเดียวลาออกหรือมีปัญหา
เตรียม Spec + Parity Gate ให้พร้อม
ทุกโปรเจกต์ต้องมีสเปกชัดเจนและจุดตรวจคุณภาพเป็นชั้นๆ พร้อมงบสนับสนุนด้าน Token ให้ทีม
ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ เล่า Case Study จริงในบริษัท ที่สะท้อนช่องว่างระหว่างความมั่นใจของ Non-Tech กับความซับซ้อนจริงของงาน IT
พนักงานคนหนึ่งในบริษัท Vibe โปรแกรมง่ายๆ ขึ้นมาใช้เอง ทดสอบในมุมของตัวเองแล้วว่าใช้งานได้จริง จึงมาติดต่อขอขึ้น Server จริงให้ทุกคนใช้งาน — พอเข้าไปตรวจสอบ กลับพบว่าไม่มี Database เลย ทั้งระบบเป็นเพียงไฟล์ JSON เท่านั้น ใช้งานได้จริงในมุมทดสอบส่วนตัว แต่ไม่พร้อมสำหรับ Production เพราะงาน IT จริงลึกซึ้งและซับซ้อนกว่านั้นมาก
“อย่างผมชอบยกตัวอย่างเหมือนหมอทั่วไป ถามว่าเรียนจบมาผ่าตัดได้ไหม ทำคลอดลูกได้ไหม จริงๆ ทำได้ แต่จะไปเชี่ยวชาญสู้หมอผ่าตัดเฉพาะทางจริงๆ ได้ไหม อาจจะไม่ได้”
— ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์
ผศ.ดร.ธรรณพ เสริมว่าคนที่เป็น Developer จริงกับ Non-Dev แม้ Vibe Code ได้เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่ทำให้ Product มีประสิทธิภาพจริงนั้น “ไม่เท่ากัน”
คุณศุภกิจ
เรา 3 คนโดน AI หลอกกันประจำอยู่แล้ว เลยมีภูมิต้านทาน สงสัยลูกน้องพี่รุ่งโรจน์ไปถามมันว่าทำไมไม่ใส่ Database ให้ แล้ว AI ตอบว่า ขอโทษทีลืม เพราะมันรู้ว่า คุยอยู่กับ Non-Dev ไงครับ
Q: Vibe Coding ต่างจาก Auto Complete แบบเดิมยังไง
A: Auto Complete คือคนเขียนแล้ว AI ช่วยเติมคำ ส่วน Vibe Coding คือบอกความต้องการแล้ว AI เขียนโค้ดให้ทั้งหมด
Q: องค์กรต้องเตรียมอะไรก่อนเริ่มใช้ Vibe Coding
A: อย่างน้อยต้องมี Spec ที่ชัดเจน มีจุดตรวจคุณภาพแบบ Parity Gate และห้ามให้โปรเจกต์ขึ้นกับคนเดียว
Q: Vibe Coding จะทำให้ตำแหน่งโปรแกรมเมอร์หายไปไหม
A: ไม่หายไปแต่เปลี่ยนบทบาท ตลาดต้องการโปรแกรมเมอร์ระดับ Senior ที่ควบคุมงาน AI ได้มากกว่าตำแหน่ง Junior แบบเดิม
Q: คนทั่วไปใช้ Vibe Coding ทำงานได้จริงไหม
A: ทำ Demo หรือเครื่องมือใช้ส่วนตัวได้จริง แต่การขึ้นใช้งานจริงระดับองค์กรยังต้องมีทีม IT ดูแลเรื่อง Security และโครงสร้างระบบ
Source:
จากงาน BDI Seminar 2026
// อ่านต่อ