
โดย Thanedpol Dechaduangsakul | เผยแพร่: 20 สิงหาคม 2569 | อ้างอิง: จากงาน BDI Seminar 2026
งานที่เคยใช้เวลาเป็นชั่วโมงหรือครึ่งวัน วันนี้ AI ช่วยให้เสร็จได้ในไม่กี่นาที ในทีมงบประมาณ กฎหมาย HR และเลขานุการผู้บริหารของ BDI
Microsoft และ LinkedIn สำรวจพบว่า 75% ของคนทำงานใช้ AI แล้ว แต่ McKinsey ชี้ว่า 2 ใน 3 ขององค์กรยังขยายการใช้งานไปทั่วทั้งองค์กรไม่ได้
นิติกร BDI อ่านคำพิพากษาได้เพิ่มจาก 2-3 เรื่อง เป็น 5-6 เรื่องต่อชั่วโมง ด้วยการให้ AI ช่วยกรองประเด็นก่อน
ทุกคนย้ำตรงกันว่า AI ยังไม่แม่นยำ 100% ต้องตรวจทานทุกครั้งก่อนใช้งานจริง
AI Native มี 4 ระดับ ตั้งแต่ AI User ไปจนถึง AI Native เต็มรูปแบบ
สรุป Session: บรรยายและสาธิต เปิดโลก Vibe Coding: Demo การพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย AI จากงาน BDI Seminar 2026 โดย
คุณปณัสร์ยา จันทร์วิรัช, นักวิเคราะห์นโยบายและแผนอาวุโส BDI
คุณเกศพร สุคตะ, ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล BDI
คุณจิญาธัญญ์ อารีย์เจริญ, นิติกรชำนาญงาน BDI
คุณน้ำฟ้า มิสสึโมโต้, เลขานุการผู้บริหาร BDI
คุณศักดิ์สิทธิ์ ศรีมะโรง, Moderator
ผู้ดำเนินรายการชวนทบทวนช่วงเช้าที่คุณโอชวินเปรียบองค์กรที่จะชนะในยุค AI เหมือนกองทัพที่ต้องมีครบ 5 องค์ประกอบ แล้วโยงเข้ากับโครงสร้างจริงของ BDI
เครื่องมือ: AI ที่องค์กรใช้งานอยู่
แม่ทัพ: คนที่เข้าใจสมรภูมิ AI พาลุยเข้าไปได้จริง
กลยุทธ์: ผู้บริหารกำหนดว่า AI จะไปแก้โจทย์อะไร
อัศวิน: ฝ่าย HR ที่นำทีมลงมือทำจริง
ทหาร: ชาว BDI ที่อัปสกิล AI เพื่อบูรณาการกับงาน
75% ของคนทำงานที่ตอบแบบสำรวจกว่า 30,000 คน บอกว่าได้ใช้ AI ในการทำงานแล้ว อ้างอิง Microsoft & LinkedIn
2 ใน 3 ขององค์กร ยังไม่ได้ขยายการใช้ AI ไปทั่วทั้งองค์กร อ้างอิง McKinsey · ตัวเลขตามที่กล่าวในงาน
คำถามของเวทีนี้ไม่ใช่ ใช้ AI แล้วหรือยัง แต่คือ วันนี้ AI กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานของแต่ละสายงานใน BDI อย่างไร
รับผิดชอบการจัดทำ คำของบประมาณประจำปี ต้องรวบรวมข้อมูลบุคลากร โครงการที่จะดำเนินการ ผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมเชื่อมโยงทุกโครงการเข้ากับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทให้สอดคล้องกัน เพื่อตอบคำถามสำนักงบประมาณและเจ้าภาพบูรณาการต่างๆ
โจทย์เดิม: เสียเวลามากกับการรวบรวมเอกสารและกรอกข้อมูลลงเทมเพลต Excel ด้วยมือ
เคสจริงที่ใช้ AI: นโยบายนายกฯ กำหนดว่าคำของบประมาณปี 2570 ต้องไม่เพิ่มเกินร้อยละ 20 ของ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 ต้องเปรียบเทียบตัวเลขสองปีแบบละเอียด จึงให้ AI ช่วย ตั้งต้นไฟล์ Excel และเขียนสูตรเปรียบเทียบร้อยละให้ทันที
เวลาที่เหลือ ใช้ไปกับการศึกษาข้อมูลเพิ่มและตอบสำนักงบประมาณได้ละเอียดขึ้น
โจทย์ตั้งต้น: บุคลากร HR มีจำกัด รีครูตเตอร์ 1 คน ต้องดูแลผู้สมัครเป็นร้อยและสกรีนใบสมัครเป็นพัน จึงนำ Generative AI และ Agentic AI เข้ามาช่วยทั้งกระบวนการ เรียงจาก 1 - 5
กรองใบสมัคร & ดึงเรซูเม่
จัดเข้าโฟลเดอร์ตามตำแหน่ง
จับคู่ JD กับเรซูเม่
จัดอันดับ % ความตรงกัน
ส่งอีเมลถึงกรรมการสัมภาษณ์อัตโนมัติ
จุดที่ยังต้อง เป็นคนเท่านั้น: การสัมภาษณ์และการตัดสินใจเลือกคน — การประเมินเชิงลึกที่ละเอียดอ่อน ขาดไม่ได้ในกระบวนการสรรหา
หลักออกแบบ: ต้องเข้าใจ AI พื้นฐานก่อนว่าควรเลือกตัวไหน และรู้ว่าข้อมูล HR จุดไหน ละเอียดอ่อน ต้องระวังเป็นพิเศษ แลกมาด้วยเวลาที่คืนให้พนักงานไปเรียนรู้ และให้ HR ไปสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการพัฒนาบุคลากรมากขึ้น
แต่เดิมการค้นคำพิพากษาที่จะใช้อ้างอิงเสียเวลามาก เพราะเอกสารมักเป็นไฟล์สแกน ค้นด้วยคีย์เวิร์ดแล้วเนื้อหาไม่ตรงบริบทจริง ต้องเริ่มอ่านใหม่บ่อยๆ AI เข้ามาช่วยกำหนดขอบเขตเรื่องที่สนใจได้ตรงจุดขึ้นมาก
1 ชั่วโมง แบบเดิม อ่านได้ 2-3 เรื่อง
เวลาใกล้เคียงกัน กับ AI อ่านได้ 5-6 เรื่องที่ตรงประเด็น
ChatGPT / Gemini: ใช้ตั้งประเด็นเชิงความคิดสร้างสรรค์ ถกเถียงมุมมอง แต่มักจะเข้าข้าง ผู้ใช้เป็นพิเศษ ต้องระวังหลงประเด็นจากหลักการที่ถูกต้อง
สี่มุมเมือง (AI สัญชาติไทย): ตรงไปตรงมา ไม่เข้าข้าง ใช้ภาษากฎหมาย อ้างอิงกลับไปที่มาตรากฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาจริง
วินัยสำคัญ: สลับใช้หลายเครื่องมือ แต่ ก่อนนำคำตอบไปใช้จริงต้องย้อนเช็กแหล่งที่มาเสมอ เช่น ต้องได้อ่านคำพิพากษาฉบับจริงก่อนนำเสนอผู้บริหาร
ปกติเวลาให้ AI เป็นผู้ช่วย มันมักเข้าข้างและชมงานเราตลอด แม้จะขอให้ปรับปรุงก็บอกอย่างนุ่มนวล คุณเอิงจึงเปลี่ยนพรอมต์ให้ AI สวมบทเจ้านายที่มีหน้าที่ตรวจงานอย่างจริงจังและคอมเมนต์ตรงไปตรงมา
ผลคือ โดนด่าจนตกใจ แต่ทำให้เห็นจุดอ่อนจริงของงานก่อนส่งเจ้านายตัวจริง เหมือนได้ซ้อมรับฟีดแบ็กไว้ล่วงหน้า แชร์จากวงข้าวเย็นก่อนขึ้นเวที
วิธีวิจัยของเอิง เมื่อจะปรึกษาประเด็นกฎหมายกับ AI:
ตั้งเรื่องแล้ว ซัก AI ตัวแรกให้ร่ายมุมมองออกมาก่อน แล้วถามละเอียดทีละจุด
นำคำตอบ + ประสบการณ์ตัวเอง ไปถาม AI อีกตัวในบท "ที่ปรึกษากฎหมายอาวุโส"
ย้อนเช็กกับฐานข้อมูลจริงก่อนสรุปผล ว่าไม่มั่ว ไม่โม้
งานร่าง/สรุปที่เคยใช้ครึ่งวันกว่าจะได้ 1 หน้ากระดาษ ตอนนี้ AI ช่วยร่างได้ในไม่กี่นาที และถ้าสอนสไตล์การเขียนที่ชอบ AI จะร่างได้ใกล้เคียงกับที่เขียนเอง
1. ย่อหนังสือรับเข้า
หนังสือรับเข้าวันละสิบกว่าเรื่อง ให้ AI ช่วยสรุปสาระสำคัญ ประเด็นที่ต้องติดตาม และสิ่งที่หน่วยงานต้องการจากเรา — ต้องเขียนพรอมต์ละเอียดพอสมควร
2. ย่อเอกสารประกอบการประชุม
จากเอกสารเป็นร้อยหน้า ย่อเหลือ 3-4 แผ่น ต้องสั่งชัดว่าให้คงใจความสำคัญ ห้ามแต่งหรือลบข้อมูล ไม่งั้น AI จะตัดมาแค่หน้า 1-4 เท่านั้น
3. สรุปการประชุมจากไฟล์เสียง
แปลงเสียงเป็นข้อความก่อน แล้วค่อยให้สรุปอีกที เสียงต้องชัด และควรแนบข้อมูลประกอบ เช่น โน้ตที่จด เพื่อความแม่นยำ
4. ร่างรายงานการประชุม
ยิ่งป้อนข้อมูลเยอะ (โน้ต + เสียง + เอกสาร + PowerPoint) ยิ่งได้ผลแม่นยำ ช่วยทุ่นแรงไม่ต้องขึ้นโครงเอง
ทั้ง 4 อย่างต้องตรวจทานทุกครั้ง AI ยังไม่แม่นยำ 100% ยังมีจุดผิดพลาดและไม่ครบถ้วนได้ ต้องทำงานคู่กัน ระหว่างคนกับ AI เสมอ
มุมมองฝ่าย HR
คุณเกศพร สุคตะ มองว่าความรู้ความเก่งเป็นสิ่งที่องค์กรต้องการอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะพาองค์กรไปได้ไกลกว่านั้นคือ Growth Mindset ใน 3 เรื่อง
เลิกยึดติดวิธีคิดเดิม
ลดละเลิกความคิดแบบ "ก็ทำแบบนี้กันมา" แม้จะรู้สึกว่ามันดีอยู่แล้ว
รู้พื้นฐาน + กล้าลอง
มีความรู้พื้นฐานด้าน AI และกล้าเอามาใช้จริงในกระบวนการทำงาน โดยองค์กรต้องมีพื้นที่ให้ลองเรียนรู้
พร้อมล้มและลุก
Fail Fast, Learn Fast แต่ยังต้องตรวจสอบความถูกต้องเสมอ ไม่เชื่อ AI 100% การคิดวิเคราะห์ของมนุษย์ยังสำคัญ
4 ระดับของการใช้ AI ในองค์กร ตามมุมมองของคุณเกศพร — แต่ละระดับไล่ระดับความลึกของการนำ AI เข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงาน
AI User
ใช้ ChatGPT ถามตอบเป็นครั้งๆ ไป ยังไม่ได้ผูกกับกระบวนการทำงาน
AI Assisted
เริ่มมี AI เป็นผู้ช่วยในงานบางส่วนอย่างสม่ำเสมอ
AI Integrated ฝ่าย HR อยู่จุดนี้
ออกแบบกระบวนการทำงานโดยมี AI เข้ามาช่วยในบางขั้นตอนอย่างเป็นระบบ
AI Native
ออกแบบงานตั้งแต่ต้น โดยมีทั้งคน และ AI เป็นตัวแทนหลักในการทำงานร่วมกัน
หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องไปให้ถึง AI Native เต็มรูปแบบหรือไม่? คุณเกศพรมองว่านี่เป็นสเปกตรัมและกรอบความคิด มากกว่าจะเป็นเป้าหมายตายตัวที่ทุกองค์กรต้องไปให้ถึง
Prompt ให้ละเอียดเสมอ: ระบุชัดว่าห้ามตัด/แต่งเติมข้อมูล และอยากได้ผลลัพธ์แบบไหนกลับมาจากคุณน้ำฟ้า
ให้ AI เล่นบทเจ้านายสุดโหด:สลับจากบทผู้ช่วยเป็นผู้ตรวจงานตรงไปตรงมา เจอจุดอ่อนก่อนถึงมืองานจริงจากคุณจิญาธัญญ์
ตรวจแหล่งที่มาทุกครั้ง: เช็กคำพิพากษาและมาตรากฎหมายกับฐานข้อมูลจริงก่อนนำไปใช้เสมอจาก คุณจิญาธัญญ์
ให้ AI ตั้งต้นไฟล์ + เขียนสูตร: ประหยัดเวลากรอก Excel และคำนวณเทียบเกณฑ์ต่างๆ ให้อัตโนมัติจาก คุณปณัสร์ยา
AI Automation จับคู่ JD กับผู้สมัคร: คัดกรองและจัดอันดับ % ความตรงกันก่อนถึงมือคน ให้คนโฟกัสแค่การตัดสินใจสุดท้ายจาก คุณเกศพร
Q1: AI Native ต่างจากการใช้ AI ทั่วไปยังไง?
A1: การใช้ AI ทั่วไปคือหยิบเครื่องมือมาช่วยทำงานเป็นจุดๆ ส่วน AI Native คือการ ออกแบบกระบวนการทำงานทั้งระบบใหม่ โดยวางให้คนกับ AI ทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น
Q2: หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องเป็น AI Native เต็มรูปแบบไหม?
A2: ไม่จำเป็นต้องไปให้สุดขั้ว ฝ่าย HR ของ BDI มองว่านี่เป็นสเปกตรัมที่แต่ละองค์กร เลือกจุดที่เหมาะกับตัวเองได้ ไม่ใช่เป้าหมายตายตัวที่ทุกที่ต้องไปถึง
Q3: AI จะมาแทนที่งาน HR กฎหมาย หรือเลขานุการไหม?
A3: AI รับงานที่ทำซ้ำและใช้เวลานานไปแทน แต่งานที่ต้องตัดสินใจ ประเมินคน หรือให้ความเห็นทางกฎหมาย ยังต้องเป็นคนทำอยู่
Q4: เริ่มใช้ AI ในงานเอกสารหรืองานธุรการยังไงดี?
A4: เริ่มจากพรอมต์ให้ละเอียดที่สุด ระบุชัดว่าห้ามตัดหรือแต่งเติมข้อมูล แล้วตรวจทานผลลัพธ์ทุกครั้งก่อนใช้งานจริง อย่าเชื่อ AI 100% ตั้งแต่ครั้งแรก
Q5: มี AI สำหรับงานกฎหมายไทยที่แนะนำไหม?
A5: นิติกรของ BDI ใช้ทั้ง ChatGPT, Gemini และ "สี่มุมเมือง" ซึ่งเป็น AI กฎหมาย สัญชาติไทยที่อ้างอิงมาตรากฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาได้ตรงจุดกว่า
ข้อสรุป:
การนำ AI มาใช้ช่วยทำให้ประสิทธิภาพการทำงานง่ายขึ้น ประหยัดเวลามากขึ้น และเปิดโอกาสให้มนุษย์ใช้เวลาไปกับการตัดสินใจและความคิดสร้างสรรค์ มุ่งสู่การเป็นองค์กร AI Native ที่ไม่ใช่แค่การใช้ AI แต่นำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน
// อ่านต่อ


