
โดย Thanedpol Dechaduangsakul | เผยแพร่: 20 สิงหาคม 2569 | อ้างอิง: จากงาน BDI Seminar 2026
ทีมที่เคยต้องใช้คน 15 คน วันนี้เหลือแค่ 3-5 คน ต้นทุนลดลง 3-4 เท่า เพราะมี AI Agent ทำงานแทนส่วนที่เหลือ
42% ขององค์กรไทยเลิกโปรเจกต์ AI กลางทาง ทั้งที่คนทำงาน 92% ใช้ AI กันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน
ทักษะที่ AI ยังแย่งไปไม่ได้มี 4 อย่าง คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ งานฝีมือที่ใช้มือจริง ความคิดสร้างสรรค์เชิงประสบการณ์ และการประสานงานกับคน
ทีม Future Skill เองทำ Content ได้เพิ่มขึ้น 20 เท่า และวิดีโอเพิ่มขึ้น 32 เท่า หลังใช้ระบบ AI เต็มรูปแบบ
สรุป Session: อนาคตคนทำงานในยุค AI: เส้นทางการอัปสกิลและการปรับตัว จากงาน BDI Seminar 2026 โดยคุณโอชวิน จิรโสตติกุล (วิน), CEO & Founder, Future Skill
แนวคิดที่ 1 · จุดเริ่มต้น
หลายคนยังคิดว่าการนำ AI มาใช้คือการมองหาเครื่องมือที่เหมาะสม แต่ยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว — AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ลดภาระงานหรือประหยัดต้นทุน แต่คือ Springboard ขององค์กรทั้งก้อน เวลาปฏิบัติกับ AI ยุคนี้ เรามองมันเหมือนพนักงานคนหนึ่ง เหมือนน้องคนหนึ่งในบริษัท และการทำงานร่วมกับ AI แบบนี้กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติมากๆ ในองค์กร
คำถามแบบเดิม: "จะใช้ AI ตัวไหนดี?" สู่
คำถามที่ควรถามแทน: "จะออกแบบองค์กรของเราอย่างไร ให้รองรับการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับ AI?"
ย้อนกลับไปราว 6 ปีที่แล้ว การสร้างบริษัทหนึ่งขึ้นมาต้องใช้ทีมสาย Marketing, Sales, Developer, Design และ CEO รวมกันกว่า 15 คน แต่ในปี 2026 คอนเซปต์ "Org Chart of Future" ไม่จำเป็นต้องใช้คนขนาดนั้นอีกต่อไปในการทำสิ่งเดียวกัน
เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ~15 คน มี Marketing, Sales, Developer, Design + CEO — เงินเดือนรวมเกือบ 1 ล้านบาท/เดือน
ปี 2026 เหลือ 3–5 คนประกอบด้วย Core Team ผู้ก่อตั้ง 2-3 คน (บริหาร/ตัวเลข, Sales/Marketing, Operation) + Admin Support ประสานงาน ที่เหลือให้ AI Agent ทำ Marketing, Dev, Design โดยมี Core Team ดูแล
ต้นทุนเงินเดือนลดลง ~3–4 เท่า
Case Study จริง:
มีบริษัทที่ก่อตั้งกันแค่สองพี่น้อง ใช้โมเดล Minimum Viable Team แข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีพนักงานหลายพันคนได้ และทำ Margin ได้ดีกว่าด้วย เทรนด์นี้เกิดขึ้นเร็วมากทั่วโลก รวมถึงในไทย
Minimum Viable Team = ทีมที่เหลือเฉพาะคนที่ขาดไม่ได้จริงๆ และยังจำเป็นต้องเป็นมนุษย์ ส่วนที่เหลือมอบหมายให้ AI Agent ทำแทน
ถ้าหลงทางตรงนี้ เท่ากับเอา AI มาใช้เพราะมันเท่ แต่ตอบโจทย์จริงไม่ได้ — เห็นคนอื่นใช้ก็อยากใช้บ้าง แปลว่ายังไม่มี Delegation Matrix ที่ดี โดยแกนนอนคือผลลัพธ์ตรวจง่าย/ยาก และแกนตั้งคือความเสี่ยงหากผิดพลาดสูง/ต่ำ
ตรวจสอบผลลัพธ์ง่าย | ตรวจสอบผลลัพธ์ยาก | |
|---|---|---|
เสี่ยงสูง | AI ทำ แล้วคนตรวจ เช่น ใบเสนอราคา ถ้าเลขผิดพลาดตัวเดียว (ศูนย์หายไปหนึ่งตัว) เสียหายหนัก แต่ยังเป็นผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ง่าย | มนุษย์ทำเองเท่านั้น: งานสร้างสรรค์ที่ต้องดูหลายปัจจัย เช่น เลือกตลาดที่จะไป ทำ Positioning บริษัท หรือ Deal งานใหญ่กับลูกค้า จุดที่ยังใช้ AI ไม่ได้เด็ดขาด |
เสี่ยงต่ำ | AI ทำ 100% ไม่ต้องใช้คน เช่น ช่วย Draft Content ทำ Presentation หรือสรุปงาน |
เมื่อมี Delegation Matrix แล้ว จะเริ่มมองออกว่า AI Agent ควรมีบทบาทแบบไหนในแต่ละงาน:
ทำไปเลย 100%
ทำแล้วให้คนตรวจ
ช่วยคิด
ห้ามทำเด็ดขาด
สมัยก่อนมนุษย์ทำงานกับมนุษย์ แต่พอทำงานกับ AI จะเกิดโมเดลที่เรียกว่า Sandwich Workflow
มนุษย์ (Brief): เป็นคนหา Context ให้ และเป็นคน Prompt
AI (Process): ทำ Draft และ Automation ออกมา
มนุษย์ (Review): ตรวจอีกรอบก่อนใช้งานจริง
มนุษย์จาก Creator กลายเป็น Editor / บรรณาธิการ แทน เห็นชัดที่สุดในงาน Content และงาน Coding ยุคนี้ยากมากที่จะหา Programmer ที่เขียนโค้ดเพียว 100% โดยไม่ใช้ AI แล้ว ทุกคนใช้ AI เขียนแล้วเช็กงานกันทั้งนั้น
รวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันคือ Hybrid Team Org Chart of Future ที่มี AI Agent และมนุษย์ทำงานผสมผสานกัน
แกนความสำเร็จเดิม: ทำงานหนักที่สุด · ขยันที่สุด = ได้เปรียบ = สำเร็จ
แกนความสำเร็จยุคนี้: ตัดสินใจได้คมคายที่สุด — เพราะงานลงมือทำให้ AI ช่วยได้แล้ว
ถ้ามอบหมายงานที่เป็นขยะไปให้ AI ก็จะได้ขยะออกมาเช่นกัน
แนวคิดที่ 2 ปัญหาที่แท้จริง: ทำไมการ Adopt AI ในไทยถึงล้มเหลว
ตัวเลขจากประสบการณ์ตรงของผู้บรรยายในการเทรนองค์กรไทย ชี้ให้เห็นช่องว่างที่ชัดเจนระหว่างระดับบุคคลกับระดับองค์กร
42% ขององค์กรไทยล้มเลิกโปรเจกต์ AI ตั้งแต่ยังไม่ขึ้น Production
95% ของผู้นำไทยยอมรับว่าองค์กรยังขาดคนที่เชี่ยวชาญด้าน AI
92% ของ Knowledge Worker ใช้ AI ในการทำงานส่วนตัวอยู่แล้ว
ช่องว่างนี้ไม่ใช่เรื่อง Tool หรือเงินซื้อ
คนใช้ AI กันเยอะมากอยู่แล้วในระดับบุคคล แต่องค์กรยังไปไม่ถึง ปัญหา คือ เรื่องผู้นำและกลยุทธ์ ผู้นำที่ไม่เข้าใจ และกลยุทธ์ที่ไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ยังมอง AI เป็นแค่เครื่องมือ ทั้งที่ควรมองเป็นกลยุทธ์
สมมติแจก AI ที่ฉลาดที่สุดในโลกให้องค์กรที่ไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไร — มันก็เหมือนแจกอาวุธปืนให้ทหารที่ถนัดฟันดาบสมัยก่อน ใช้ไม่ได้
คำถามที่ทุกคนตอบว่า "มี" คือ "องค์กรเรามี AI ใช้หรือยัง?"
คำถามที่แท้จริงที่ต้องตอบ: "เราจะชนะสงคราม หรือชนะในธุรกิจด้วย AI ได้อย่างไร?"
AI Adoption คือ กลยุทธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่การจัดซื้อจัดจ้าง
การเอา AI มาใช้ให้ชนะกลยุทธ์ เปรียบได้กับการทำสงคราม — ต้องมีครบทั้ง 5 อย่าง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เลย ถ้าขาดแปลว่ากำลังทำตามกระแส ซื้อไว้เฉยๆ สุดท้ายก็ไม่เวิร์ก
1 · Tools ที่ดี: โมเดล AI และการ Setup ระบบที่เหมาะสมกับงาน — ส่วนนี้มีพร้อมอยู่แล้วในตลาด เปรียบเหมือนอาวุธ
2 · แม่ทัพ (General): ผู้นำที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่ากำลังสู้กับอะไร และจะเอา Tool มาใช้อย่างไร เปรียบเหมือนผู้นำ
3 · กลยุทธ์: เอา AI ไปใช้ชนะสงครามอย่างไร แก้ปัญหาอะไรในองค์กร — ไม่ใช่แค่ Training เยอะๆ แบบไม่ถูกจุด ซึ่งไม่ได้เป็น Competitive Advantage เปรียบเหมือนแผนรบ
4 · อัศวิน (AI Champion): คนที่พร้อมรับ AI เข้ามาและอยากสอนคนอื่นในองค์กรต่อเหมือนผู้บุกเบิก
5 · ทหารที่ฝึกมาดี: Skilled Workforce ที่ได้รับการฝึกอบรมจริง ไม่ใช่แค่หยิบดาบไปสู้เฉยๆ เปรียบเหมือนกำลังพล
คำถามสำคัญที่ต้องตั้งให้ถูก
ความสามารถ (Capability) อะไร จะทำให้องค์กรของเรามี Competitive Advantage ในอีก 5 ปีข้างหน้า แล้วพัฒนาสิ่งนั้น บางทีอาจไม่ใช่เรื่อง AI ด้วยซ้ำ ถ้าใช้ AI ถูกจุด อาจทำแค่ 1-2 อย่างในองค์กรก็พอ แต่ Drive Competitive Advantage ได้ ดีกว่าทำ Optimization อย่างเดียวที่มี Value แต่ไม่ตรงกับ Strategy หลัก
เวลาไป Train องค์กร ผู้บรรยายมักถามผู้เรียนว่าทำงานมากี่ปีแล้ว — บางคน 10, 20, 30 ปี แล้วถามต่อว่า Training เต็มวันวันนี้ พรุ่งนี้จะเปลี่ยนสิ่งที่ทำมา 10-30 ปีได้จริงไหม พอวันถัดไป คนก็มักเดินถอยหลังกลับไปที่เดิม เพราะมนุษย์อยู่ใน Comfort Zone ต่อให้อินแค่ไหนในวันอบรม
Comfort Zone: ง่ายเกินไป ไม่เกิดการเรียนรู้จริง — คนถอยกลับมาที่นี่เสมอถ้าไม่มี Follow-up
Stretch Project ✓ : ท้าทายสิ่งใหม่ รู้สึกอยากเรียนรู้ เหนื่อยแต่เติมเต็มเมื่อทำสำเร็จ — จุดที่ควรอยู่
Panic Zone: ยากเกินไปจนตื่นตระหนก เสี่ยงเสียคนเก่งไปเลย
ตัวอย่างที่พลาด: Panic Zone
น้องเพิ่งเข้างานใหม่ ดูเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่น่าจะเก่งเทค เลยสั่งให้ไปทำระบบ CRM ให้บริษัททั้งระบบคนเดียว วันรุ่งขึ้นน้องลาออกทันที เพราะมันเกินคำว่า "ท้าทาย" ไปแล้ว
สูตร Training ที่ได้ผลจริง คือต้องมี Follow-up และให้ทำ Stretch Project เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ค่อยๆ เปลี่ยนทีละนิด ไม่ง่ายจนเป็น Comfort Zone และไม่ยากจนเป็น Panic Zone
กรอบทักษะที่ผู้บรรยายรวบรวมจากการดูเทรนด์เพื่อจัดหลักสูตรอยู่ตลอด เรียกว่า 3-4-1 Unreplaceable Skills in the Age of AI เริ่มจากกลุ่มแรก 3 ทักษะที่ขาดไม่ได้เลยในยุคนี้
Advanced Cognitive Skill
ทีมเก็บข้อมูลต้องมี Empathy ในการรวบรวมจุดต่างๆ ถ้าขาดทักษะนี้หรือมีความลำเอียง ข้อมูลที่ได้จะไม่มีคุณภาพ
เก็บข้อมูลด้วย Empathy → จัดกลุ่มเป็น Insight → กำหนดกรอบปัญหา → เห็น Opportunity → Brainstorm ทีม → Prototype / Product
ไม่พอแค่ Data Analysis — ต้องมี Analytical Creativity คือสร้างสรรค์และวิเคราะห์ได้ในตัวเดียวกัน
System Thinking — คิดเป็นระบบว่าอะไรมีผลต่ออะไร ถ้าองค์กรทำงานไซโล หัวหน้า-ลูกน้องไม่ถูกกัน แยกส่วนกันทำงาน จะไม่มีทางสำเร็จ เพราะต้องใช้คนจากหลายฝ่ายมาช่วยกันแก้ปัญหา
Lifelong Learning & Resilient Agility — ยุคที่ AI กระทบงานหนักมาก ต้องมีสภาพจิตใจที่ทนทานต่อความเปราะบาง
Build and Use Tech
ทุกคนถูก Empower โดย AI ให้สร้าง Tech ของตัวเองได้ สมัยก่อนต้องลงทุนจ้างทีมโปรแกรมเมอร์เต็มทีม — ตอนทำเว็บ Future Skill แรกๆ ลงทุนไป 3 ล้านบาท จ้างทีมมาเต็ม แต่ถ้าต้องทำใหม่วันนี้ คงใช้คนแค่ 1-2 คน เร็วและถูกกว่ามาก
อาชีพใหม่: AI Builder & AI Product Manager
ทั้ง 2 อาชีพนี้เติบโตไวมากในไทย และไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์มาก่อน AI Builder อาจเปลี่ยนสายมาจากสาย Data หรือสายอื่นๆ ก็ได้
3 · Connect and Inspire with Social and Leadership
ผู้นำยุคนี้ต้องสร้าง Trust ได้ สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ในทีม ยกย่องชื่นชมเมื่อทีมทำสำเร็จ และสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมได้
Social Influence สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคนี้ หลายคนจึงออกมาสร้าง Personal
Branding เพราะเป็นทักษะที่กำลังเป็นที่นิยมมาก
คนที่กังวลว่าตามเทคโนโลยีไม่ทันจนอยากหนีไปให้พ้น — ยังมีกลุ่มทักษะที่ AI ยังไม่มาแทนที่ในตอนนี้
Strategic Decision Making: การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่มีเดิมพันสูงระดับผู้บริหาร ยังต้องใช้คนอยู่ ยังวางใจให้ AI ตัดสินใจกลยุทธ์บริษัทแทนไม่ได้
High Touch / Physical Skill: งานฝีมือ งานช่าง งานรับจ้างต่างๆ แพทย์ศัลยกรรม นักดนตรีสด ช่วง AI บูมมากๆ เทรนด์ดนตรีสดและคอนเสิร์ตกลับมาฮิตและเติบโตขึ้น
Contextual Creativity: Creative Director ของ Agency จะไม่ตกงาน เพราะความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้มีแค่ Input แบบภาพ ข้อความ หรือวิดีโอที่ AI รับได้ แต่คือประสบการณ์ 10-20 ปี ความรู้สึกตื่นเต้น กลิ่นที่ชอบ สิ่งที่ AI ยังไม่เข้าใจ
People Skill: ถ้าต้องสื่อสารและประสานงานกับคนจำนวนมาก เช่น PM, Coordinator หรือ HR ยังไม่ตกงานในยุคนี้
Meta Skill คือ Learning Agility: ความรวดเร็วในการเรียนรู้สิ่งใหม่ — ในอนาคตอันใกล้ คนที่ประสบความสำเร็จที่สุดคือคนที่ Unlearn และ Relearn ได้เร็วที่สุด
Knowledge Management & Knowledge Graph
ผู้บรรยายสร้าง Capacity Knowledge Graph ของตัวเอง เวลามีประชุมหรือโปรเจกต์ก็โยนข้อมูลเข้าไป ระบบเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน เวลาจะเรียกใช้ก็ดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องออกมาได้ง่าย ยิ่งสะสมประสบการณ์มาก AI ของตัวเองก็ยิ่งทำงานได้ดีกว่าคนอื่น
ใช้ AI เป็น Learning Partner
เตรียมคำถามก่อนเข้าเรียน
ช่วยสรุประหว่างเรียน
ตั้งคำถามสัมภาษณ์จำลองหลังเรียนจบ
แพลตฟอร์มการเรียนหลายแห่งเริ่มนำมาใช้แล้ว
ยิ่ง AI ทำ Hard Skill ได้ดีขึ้นเท่าไร ทักษะเหล่านั้นก็จะถูกลงเรื่อยๆ ส่วน People Skill จะยิ่งแพงขึ้น ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ Tool อีกต่อไป แต่อยู่ที่การตัดสินใจ การเข้าใจคน และความคิดสร้างสรรค์เชิงบริบท
จะเรียนออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ได้ แต่สุดท้ายต้องผ่านทั้ง 4 ขั้นตอนนี้ ไม่งั้นการฝึกอบรม AI จะไม่สำเร็จ เพราะคนจะกลับไปอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเอง
ทำ Stretch Project: เรียนรู้ด้วยการลงมือทำโปรเจกต์จริง
Follow-up ภายใน 1-2 สัปดาห์: กลับมาติดตามผลก่อนคนจะถอยกลับ Comfort Zone
Mentoring: ทั้งแบบกลุ่มและตัวต่อตัว
ใช้กับ Use Case จริงของบริษัท + Track วัดผล: นำไปใช้จริงและวัดผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง
เคสจริง: Top 10% ไม่ใช่คนที่ใช้ AI เก่ง แต่คือ คนที่ออกแบบให้ AI ทำงานแทน
10% ของคนทำงานยุคนี้ที่ไปได้ไกลที่สุด คือคนที่ออกแบบให้ AI ทำงานแทนเขาได้ และสร้างระบบ AI ขึ้นมาเองได้
สาย Marketing
ส่วนใหญ่ให้ AI ช่วยเขียนโพสต์ให้ · Top 10% สร้าง Content Engine ให้ AI เขียนโพสต์อัตโนมัติ 30-100 โพสต์ต่อเดือน
สาย Developer
ส่วนใหญ่ใช้ AI ช่วยร่าง/ตรวจโค้ด · Top 10% วางแผนให้ AI ทำงานทั้ง Workflow ตั้งแต่ Coding → Test → Deploy อัตโนมัติทั้งหมด
Q1: AI จะมาแทนคนทำงานจริงไหม
A: ยังไม่ใช่ในทุกงาน คุณวินบอกว่างานที่ต้องตัดสินใจเดิมพันสูง งานฝีมือที่ใช้มือจริง และงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์ตรงเพื่อสร้างสรรค์ ยังต้องใช้คนอยู่
Q2: ทำไมองค์กรไทยเลิกโปรเจกต์ AI กลางทางบ่อยจัง
A: เพราะขาดกลยุทธ์ที่ชัดเจนว่าจะใช้ AI แก้ปัญหาอะไร ไม่ใช่ปัญหาเรื่องงบหรือเครื่องมือ
Q3: Minimum Viable Team คืออะไร
A: ทีมที่เหลือเฉพาะคนที่จำเป็นต้องเป็นมนุษย์จริงๆ ส่วนงานที่เหลือมอบให้ AI Agent ทำแทนทั้งหมด
Q4: ทำไม Training AI แบบวันเดียวถึงไม่ค่อยได้ผล
A: เพราะคนกลับไปอยู่ใน Comfort Zone เดิมทันทีถ้าไม่มีการติดตามผลต่อ ต้องมี Stretch Project และ Follow-up ภายใน 1-2 สัปดาห์ถึงจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง
AI ไม่ได้มาแทนคนเก่ง แต่มาช่วยขยายพลังของพวกเขาให้ยิ่งใหญ่ขึ้นเป็น 10 เท่า— คุณโอชวิน จิรโสตติกุล, CEO & Founder, Future Skill
Source:
จากงาน BDI Seminar 2026
// อ่านต่อ