
โดย Thanedpol Dechaduangsakul | เผยแพร่: 20 สิงหาคม 2569 | อ้างอิง: จากงาน BDI Seminar 2026
ผู้เชี่ยวชาญจาก World Bank Group เผยว่า AI กำลังเข้าไปอยู่ในทุกขั้นตอนของระบบสวัสดิการภาครัฐทั่วโลก ตั้งแต่ตรวจจับทุจริตไปจนถึงตัดสินสิทธิ์
เนเธอร์แลนด์เคยกล่าวหาครอบครัวกว่า 26,000 ครอบครัวว่าโกงสวัสดิการทั้งที่บริสุทธิ์ ความเสียหายรุนแรงถึงขั้นรัฐบาลทั้งคณะต้องลาออกในปี 2021
UK ฝรั่งเศส และออสเตรีย ต่างเจอปัญหา AI สวัสดิการผิดพลาดในรูปแบบของตัวเอง
ปัจจุบันมีกว่า 70 ประเทศที่มี National AI Strategy แล้ว ขณะที่ไทยอยู่กลางตาราง
BDI วางรากฐานข้อมูลสวัสดิการไทยด้วย Hybrid Model พร้อมข้อเสนอ 5 ข้อจากเวทีนี้
สรุป Session: Harnessing AI for Social Protection: Real-World Applications and Policy Lessons จากงาน BDI Seminar 2026 โดย Mr. Oleksiy Sluchynsky, Senior Economist, World Bank Group
ภาครัฐกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อต้องสวมทั้งสองบทบาทไปพร้อมกัน — และแต่ละบทบาทมาพร้อมคำถามและความรับผิดชอบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
รัฐเลือกใช้โมเดล แอปพลิเคชัน และผลิตภัณฑ์ AI สำเร็จรูปหลากหลาย เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ช่วยตัดสินใจ และสนับสนุนข้าราชการในงานประจำวัน — คำถามหลักคือ "เครื่องมือนี้ใช้ได้ผลกับภารกิจของรัฐจริงหรือไม่"
เมื่อรัฐเป็นผู้พัฒนา ปรับแต่ง และกำกับดูแลระบบ AI เอง — ประชาชน ไม่สามารถเลือกที่จะไม่ใช้ได้ ต่างจากสินค้าหรือบริการของภาคเอกชนที่เลือกเลิกใช้ได้เสมอ นี่คือความรับผิดชอบเฉพาะตัวของภาครัฐและหน่วยงานอย่าง BDI
AI กำลังกลายเป็นมากกว่าเครื่องมือ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐที่มีผลโดยตรงต่อสิทธิ สวัสดิการ และโอกาสของประชาชน
70+ ประเทศทั่วโลกมี National AI Strategy หรือนโยบาย AI ระดับชาติแล้ว
AI กำลังเคลื่อนจาก "การทดลอง" สู่ "โซลูชันหลัก" ในการให้บริการภาครัฐ ประเทศรายได้สูงมักทำได้ดีกว่าประเทศรายได้น้อย ส่วนไทยอยู่กลางตาราง — ยังต้องพัฒนาธรรมาภิบาลและกรอบกฎหมายให้เข้มแข็งขึ้น
นี่คือสิ่งที่ภาครัฐทำในงานคุ้มครองทางสังคม และเป็นพื้นที่ที่ประชาชน "ยกเว้นตัวเอง" จาก AI ของรัฐไม่ได้ หากรัฐเลือกใช้ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของวงจรนี้
Access: ช่องทางเข้าถึงบริการ
Intake & Registration: รับคำร้อง / ลงทะเบียนผู้ขอรับสิทธิ์
Assessing Needs: ประเมินความต้องการของผู้รับบริการ
Eligibility Decision: พิจารณาและตัดสินสิทธิ์
Service Delivery: ให้บริการ / จ่ายสิทธิประโยชน์
Investigation & Benefit Management: ตรวจสอบและบริหารสิทธิประโยชน์ต่อเนื่อง
ใช้ AI แบบทดลองในวงจำกัด เช่น Chatbot, Smart Assistant และระบบป้องกันการทุจริตเบื้องต้น
ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมการบริหารจัดการงานคุ้มครองทางสังคมในหลายมิติมากขึ้น
กรอบคิดง่ายๆ ที่ช่วยจับภาพว่า AI เข้าไปมีบทบาทตรงไหนได้บ้างในงานคุ้มครองทางสังคม ประกอบด้วย 3 Pillars
บริหารจัดการ ดำเนินงาน และควบคุมการปฏิบัติงาน
บริการเชิงรุกและเฉพาะบุคคลสำหรับผู้รับสิทธิ์
วิเคราะห์ พยากรณ์ และริเริ่มนโยบายใหม่
การบริหารจัดการ การส่งมอบบริการ และการควบคุมเชิงปฏิบัติการ
ติดตามการบริหารโครงการ และจัดสรรทรัพยากร
พยากรณ์ความต้องการใช้บริการทั่วประเทศ
เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน — ต้นทุนบริหาร งบ HR
ทำงานธุรการประจำแบบอัตโนมัติ
ระบุความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการ ตรวจจับความผิดปกติ การทุจริต ข้อผิดพลาด และการฉ้อฉล
เพิ่มความแม่นยำในการจ่ายเงิน และทำให้กระบวนการทำงานคล่องตัวขึ้น
CASE STUDY: AUSTRALIA คืนเดียวก่อนวันจ่ายเงินเดือน
มิจฉาชีพแทรกซึมเข้าระบบสวัสดิการขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เปลี่ยนบัญชีธนาคารของผู้รับสิทธิ์ก่อนวันจ่ายเงิน 1 คืน รอให้รัฐโอนเงินเข้าบัญชีตน แล้วเปลี่ยนบัญชีกลับเป็นของเดิมทันที
การทุจริตซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ — ต้องอาศัยระบบอัตโนมัติและ AI ช่วยควบคุม
บริการเชิงรุกและเฉพาะบุคคลสำหรับผู้รับสิทธิ์
วิเคราะห์โปรไฟล์ ความต้องการ พฤติกรรม และรูปแบบการใช้บริการด้วย Big Data
ให้ความช่วยเหลือเฉพาะบุคคลผ่าน Chatbot
พยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของผู้รับบริการล่วงหน้า
CASE STUDY: KOREA Blind Spot of Welfare
เกาหลีใต้ทำแผนที่ผู้รับสิทธิ์ทั้งหมด เพื่อค้นหาว่ากลุ่มใด "ยังเข้าไม่ถึง" สวัสดิการ เช่น ผู้สูงอายุ พ่อ/แม่เลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ว่างงานที่ต้องการความช่วยเหลือ แล้วออกแบบสิทธิประโยชน์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
เหมือนภาพยนตร์ Minority Report — แต่ใช้เพื่องานคุ้มครองทางสังคม ไม่ใช่งานตำรวจ
การวิเคราะห์ พยากรณ์ และริเริ่มนโยบายใหม่
วิเคราะห์และพยากรณ์ผลลัพธ์เชิงนโยบาย
จำลองสถานการณ์แบบ "what-if"
ระบุแนวโน้มใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น และตรวจจับช่องว่างความครอบคลุมของโครงการ
สร้าง Data Warehouse / Data Lake และระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System)
CASE STUDY: BELGIUM จำลองนโยบายกลางวิกฤต COVID-19
รัฐบาลเบลเยียมขอให้หน่วยงาน Big Data ลักษณะเดียวกับ BDI จำลองผลลัพธ์ของการจัดสรรงบประมาณไปยังกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ก่อนตัดสินใจใช้จริง
World Bank จัดทำรายงานสำรวจโซลูชัน Big Data ในการให้บริการภาครัฐทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าโซลูชันเหล่านี้กำลังแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ
แทนที่จะพูดถึงความสำเร็จ วิทยากรเลือกพาไปดูจุดที่ AI พลาด เพื่อวางแนวเขตว่าอะไรไม่ควรทำ เนเธอร์แลนด์ คือ ห้องทดลอง ด้าน Big Data ของภาครัฐมากว่า 20 ปี หลังบูรณาการข้อมูลมาตั้งแต่ 30 ปีก่อน จึงเป็นที่มาของบทเรียนสำคัญหลายกรณี
NETHERLANDS: Childcare Benefit Scandal ต่อเนื่อง 15 ปี
ระบบตรวจจับทุจริตอัตโนมัติกล่าวหาครอบครัวกว่า 26,000 ครอบครัว ผิดพลาด (ส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพ) แม้คดีถูกยกฟ้อง แต่ครอบครัวถูกสั่งคืนเงินหลักพันยูโรให้รัฐ ต้นเหตุ คืออคติของอัลกอริทึม การขาดความโปร่งใส และการตั้งสมมติฐานผิดไว้ก่อน
ผลลัพธ์: รัฐบาลลาออกทั้งคณะในปี 2021
NETHERLANDS: System Risk Indicator (SyRI) ยกเลิกปี 2020
หน่วยงานภาษีและสวัสดิการรวมข้อมูลจากหลายแหล่งไว้ในฐานข้อมูลเดียว เพื่อให้ คะแนนความเสี่ยงทุจริต รายบุคคล แล้วใช้เป็นเกณฑ์เปิดการสอบสวน
ผลลัพธ์: ศาลตัดสินว่าอัลกอริทึมไม่โปร่งใส ประชาชนโต้แย้งคะแนนตนเองไม่ได้ และละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว ระบบถูกยกเลิก
UNITED KINGDOM: False Positives ระดับแสนราย 200,000+ เคส
คำร้องกว่า 200,000 รายการถูก AI ตั้งค่าสถานะให้สอบสวน และยังคงตั้งค่าสถานะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ผลลัพธ์: ทรัพยากรบริหารพุ่งสูงขึ้นมาก พร้อมความเครียดของครอบครัวผู้รับสิทธิ์ จากผล False Positive จำนวนมาก
FRANCE: เพ่งเล็งกลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยว อยู่ระหว่างปฏิรูป
อัลกอริทึมตรวจจับทุจริตสวัสดิการเลือกเพ่งเล็งกลุ่ม "แม่เลี้ยงเดี่ยว" เป็นพิเศษ จนกลุ่มสิทธิพลเมืองนำคดีขึ้นสู่ศาล
ผลลัพธ์: ต้นปีนี้ฝรั่งเศสเริ่มใช้แนวทาง "Ethics by Design" ตัดตัวแปรสัญชาติ เพศ และที่อยู่ ออกจากโมเดล เพื่อลดอคติ
AUSTRIA: อัลกอริทึมจัดกลุ่มหางาน 3 กลุ่มความน่าจะเป็น
ระบบแบ่งผู้รับความช่วยเหลือด้านการจ้างงานเป็น 3 กลุ่ม (โอกาสได้งานสูง / โอกาสได้งานต่ำ / กลุ่มกลาง) แล้วทุ่มทรัพยากรไปที่กลุ่มกลางเป็นหลัก
ผลลัพธ์: กลุ่ม "โอกาสต่ำ" เช่น ผู้หญิงอายุเกิน 30 ที่เสียเปรียบ ผู้มีภาระเลี้ยงดูบุตร ผู้อพยพ และผู้พิการ แทบไม่ได้รับบริการช่วยเหลือ — อัลกอริทึมตอกย้ำอคติเดิมที่มีอยู่แล้ว
ความเสี่ยงหลักที่ต้องเฝ้าระวังเมื่อนำ AI มาใช้ในพื้นที่ที่กระทบสิทธิและชีวิตของประชาชนโดยตรง
Wrongful Exclusion: การตัดสิทธิ์ผิดพลาด
Under-provision: ให้บริการต่ำกว่าที่ควรได้รับ
Data Poverty: ครัวเรือนยากจนมี "ร่องรอยข้อมูล" น้อยที่สุด ทำให้ AI มีข้อมูลไม่ครบและเกิดอคติ
Transparency Gaps: ช่องว่างความโปร่งใส
Automation Bias: ตัดสินใจตามระบบโดยไม่มีการทบทวนของมนุษย์อย่างมีความหมาย
False Positives: ผลบวกลวงจำนวนมาก
Cascading Harm: ผลกระทบลุกลามถึงครอบครัวและชุมชน
Rule-based automation (ยุคก่อน AI) ก็มีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว — แต่ AI เพิ่มความเสี่ยงอีกชั้นหนึ่งเสมอ จึงต้องมีมาตรการป้องกันและความท้าทายด้านความโปร่งใสที่แตกต่างออกไป สิ่งสำคัญคือต้องกำหนดให้ชัดว่าโซลูชันใดปล่อยให้ทำงานอัตโนมัติได้ และจุดใดที่การทบทวนโดยมนุษย์เป็นสิ่งจำเป็น
SAFEGUARDS: ทำให้ AI ภาครัฐ "ไว้ใจได้"
Privacy & Data Protection by Design
สิทธิยินยอมของปัจเจกบุคคล (Individual Consent)
สิทธิแก้ไขข้อมูล (Right to Rectify)
ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ (Accountability)
การประเมินผลกระทบทุกขั้นตอน (Impact Assessments)
ความปลอดภัยและ Cybersecurity
ความโปร่งใสและอธิบายได้ (Explainability)
ความเป็นธรรม ลดอคติ (Fairness)
การควบคุมของมนุษย์เหนือเทคโนโลยี (Human Control)
ประเมินผลกระทบก่อนใช้งานเสมอ
ระบบพิจารณาสิทธิ์และตรวจจับทุจริตต้องผ่าน Impact Assessment ก่อนใช้งานจริงทุกครั้ง
มนุษย์ต้องกำกับดูแล
ห้ามปฏิเสธสิทธิประโยชน์โดยอิงผลจากอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว
สิทธิร้องเรียนที่ชัดเจน
ประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องมีสิทธิชัดเจนและช่องทางร้องเรียน/เยียวยา
แนวปฏิบัติเฉพาะภาคส่วน
หน่วยงานต้องมีแนวปฏิบัติชัดเจน — การพิจารณาสิทธิ์ การให้คะแนนความเสี่ยงทุจริต การจัดการข้อร้องเรียน
กำหนดขอบเขตห้ามอัตโนมัติ
เครื่องมือเชิงนโยบายต้องระบุชัดว่าการตัดสินใจใดในงานคุ้มครองทางสังคม "ห้าม" ใช้ระบบอัตโนมัติเด็ดขาด
หน่วยงานรัฐไทย เช่น สปส. กระทรวง และกรมต่างๆ ที่ดูแลระบบสวัสดิการสังคม สะสมข้อมูลจำนวนมาก ทั้งประวัติการจ้างงาน ประวัติราชการ และการติดต่อกับภาครัฐ แต่ข้อมูลเหล่านี้มักถูกใช้ไม่เต็มศักยภาพและกระจัดกระจายเป็น Silo — แต่ละกระทรวงจึงดึงคุณค่าสูงสุดจากข้อมูลไม่ได้
หลายประเทศเริ่มตั้งหน่วยงานกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลข้ามแหล่ง ไทยเป็นตัวอย่างที่ดีโดยมี BDI เป็นหน่วยงานหลักด้าน Big Data — และใช้ "Hybrid Model" อย่างชาญฉลาด
ไม่รวมศูนย์ข้อมูลทั้งหมด — ปล่อยให้ข้อมูลไหลเวียนอย่างอิสระ โดยเจ้าของข้อมูลยังคงถือครองกรรมสิทธิ์ ดีต่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
การรวมข้อมูลไว้ใน Data Lakehouse มีประโยชน์อย่างมาก ช่วยให้วิเคราะห์เชิงลึกข้ามหน่วยงานได้
11RECOMMENDATIONS
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากวิทยากร เพื่อวางรากฐาน AI และ Big Data ในภาคคุ้มครองทางสังคมของไทย
เสริมธรรมาภิบาลข้อมูล
แม้ BDI จะครอบคลุมหลายภาคส่วนแล้ว แต่ภาคคุ้มครองทางสังคมยังต้องมีกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลและคณะกรรมการเฉพาะภาคส่วนของตนเอง
เริ่มจาก Descriptive Analytics ก่อน
ตามบันไดเลื่อนการวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics Escalator) ของ Gartner ให้เริ่มจากการวิเคราะห์เชิงพรรณนาที่ดีก่อนขยับสู่ Prescriptive/Predictive AI ช่วยให้หน่วยงานคุ้นเคยกับการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล และเผยปัญหาคุณภาพข้อมูลไปพร้อมกัน
ประเมินกระบวนการที่ยังไม่ Automation
สำรวจกระบวนการคุ้มครองทางสังคมที่ยังไม่ถูกทำให้เป็นอัตโนมัติ เพื่อวางแผนงานอย่างเป็นระบบสำหรับการนำ AI มาใช้ต่อไป
ดึงภาคการศึกษาเข้าร่วมตั้งแต่ต้น
สถาบันการศึกษาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนา AI นำความรู้เฉพาะด้านคุ้มครองทางสังคมมาหนุนงานวิจัยที่ตรงบริบท
ขยาย Ecosystem ผู้ใช้งาน
ครอบคลุมหน่วยงานรัฐทุกระดับ ฝ่ายการเมือง สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน ภาคเอกชน และประชาชน พร้อมพัฒนาโปรโตคอลการเข้าถึงข้อมูลที่ปลอดภัยและไม่ระบุตัวตน ให้เป็นส่วนหนึ่งของ Standard Service Request สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
Q: AI ตัดสิทธิ์สวัสดิการของเราได้เลยไหม
A: ไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าห้ามให้ AI ปฏิเสธสิทธิ์เพียงลำพัง ต้องมีมนุษย์ตรวจทานเสมอ
Q: ถ้า AI ตัดสินใจผิดพลาด เรามีสิทธิ์อะไรบ้าง
A: ต้องมีช่องทางร้องเรียนและขอทบทวนที่ชัดเจน เป็นหนึ่งในหลักการที่เวทีนี้เน้นย้ำ
Q: ทำไมประชาชนเลือกไม่ใช้ AI ของรัฐไม่ได้
A: เพราะเป็นบริการภาครัฐที่ไม่มีทางเลือกอื่นทดแทน ต่างจากสินค้าเอกชนที่เลิกใช้ได้เสมอ
Q: ไทยมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ไหม
A: มี BDI เป็นหน่วยงานหลักที่วางรากฐานข้อมูลผ่าน Hybrid Model
Q: องค์กรที่อยากเริ่มใช้ข้อมูลแบบมีความรับผิดชอบต้องเริ่มจากตรงไหน
A: เริ่มจาก Descriptive Analytics ให้แข็งแรงก่อน แล้วค่อยขยับสู่ Predictive ตามคำแนะนำจากเวทีนี้
ข้อสรุป:
AI และการวิเคราะห์ข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงแค่เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังสามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เราเข้าใจความต้องการของสังคมและประชาชนได้มากยิ่งขึ้น และนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ออกแบบระบบคุ้มครองทางสังคมให้ตอบโจทย์และเข้าถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Source:
จากงาน BDI Seminar 2026
// อ่านต่อ