
โดย Thanedpol Dechaduangsakul | เผยแพร่: 7 สิงหาคม 2569 | อ้างอิง: ชีวิตติด AI (AI War Room EP.19)
คุณเอิร์น จาก AI ROVA ไม่ใช่สาย Developer แต่ใช้ AI สร้างเว็บและแอปเองได้ทั้งหมด
เทคนิคเริ่มต้นง่ายที่สุด คือลิสต์งานที่ทำทุกวัน แล้วถาม AI ว่าช่วยอะไรได้บ้าง
สูตร Prompt ที่ใช้ได้จริงตอนนี้เหลือแค่ 2 อย่าง คือ Context และ Outcome
AI ตอบผิดได้เสมอ ต้องมี Human in the Loop ตรวจทานก่อนใช้งานจริงทุกครั้ง
สรุป AI War Room EP.19 มือใหม่ใช้ AI อย่างไร? เมื่อ AI ไม่ใช่เรื่องของคนสายเทคอีกต่อไป โดย
คุณเอิร์น ณิชมน ไกรฤทธิชัย, Co-Founder ของ AiLearning, AI ROVA
อ. บิ๊ก จาก The Big Secret, Moderator
ตอนนี้โลกแบ่งเป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ คนที่ใช้ AI กับ คนที่ไม่ใช้ และกลุ่มที่ใช้กำลังเติบโตแบบ Exponential Growth ทิ้งห่างอีกกลุ่มไปเรื่อยๆ
คุณเอิร์นเล่าว่า ตัวเองไม่ใช่สาย Developer และไม่เก่ง Tech เลย แต่พอมี AI ก็สร้างเว็บไซต์และแอปพลิเคชันขึ้นมาเองได้ เหมือนกับติดปีก
ไม่จำเป็นต้องเก่งโค้ดหรือรู้เรื่อง AI มาก่อนเลย เริ่มจาก ChatGPT ง่ายๆ กับงานในชีวิตประจำวันได้ทันที
เมื่อใช้คล่องขึ้น จะช่วยลดเวลาทำงานรูทีนลง แล้วเอาเวลาไปคิดกลยุทธ์แทน
"พอมี AI ตอนนี้เราติดปีกเลย"— คุณเอิร์น
ขั้นตอนง่ายที่สุด: ลิสต์งานทั้งหมดที่ตัวเองทำ แล้วถาม AI ตรงๆ ว่า "งานนี้ช่วยอะไรได้บ้าง"
แม้แต่คุณเอิร์นเองก็ยังใช้เทคนิคนี้อยู่ทุกครั้งที่มีโมเดลใหม่ออกมา เช่น ถาม Claude หรือ Codex ว่าโมเดลใหม่นี้ช่วยงานอะไรเพิ่มได้บ้าง
ตัวอย่างจริง: งาน Marketing ที่ต้องติดต่อ Influencer บอก AI ว่ามีงานอะไรในแต่ละวัน มันช่วยหา Influencer จาก TikTok/Twitter ตาม Engagement และความเหมาะกับโปรดักต์ให้ได้เลย
ถ้า AI บอกวิธีทำมา ให้ลองทำตาม หากทำไม่เป็นก็ถามต่อได้เรื่อยๆ และถ้าใช้ระดับ Agent เป็น (เช่น Codex, Claude) ก็สั่งให้มันลงมือทำให้เลยได้
"คุยกับมันเลยค่ะ อันนี้ง่ายที่สุดเลย"— คุณเอิร์น
เหมาะมาก: งานรูทีนหรืองานที่ทำกับคอมพิวเตอร์ซ้ำๆ เช่น กรอกเอกสาร หาข้อมูล พิมพ์งานซ้ำๆ — AI ทำได้ทั้งเร็วกว่าและดีกว่าคนในหลายกรณี จากที่เคยหาข้อมูลเป็นวันเป็นอาทิตย์ เหลือแค่ไม่กี่นาที
ต้องระวัง: งานฝั่งกฎหมาย เพราะฐานข้อมูลที่ใช้เทรน AI ไม่ใช่ของประเทศไทยโดยเฉพาะ อาจไม่เข้าใจบริบทกฎหมายไทยดีพอ จึงไม่แนะนำให้พึ่งพา AI เต็มร้อยกับงานลักษณะนี้
เราต้องดูบริบทและวิธีประยุกต์ใช้ของแต่ละสายงานเองว่าจุดไหนเหมาะ จุดไหนยังต้องระวัง
สูตรเดิมอย่าง RTCF (Role–Task–Context–Format) เริ่มไม่จำเป็นแล้ว เพราะ AI ฉลาดขึ้นจนสร้าง Role ให้ตัวเองได้ (อ้างอิงงานวิจัยจากฝั่ง ChatGPT)
Context: บอกที่มา บอกแบรนด์/บริษัท/ตัวตนของเราให้ AI รู้จัก เพราะ AI ไม่มีทางรู้จักเรามาก่อน — ทำอะไร เป้าหมายคืออะไร เหมือนแนะนำตัว
Outcome: บอกผลลัพธ์ที่ต้องการให้ชัด เช่น อยากได้ Content Calendar, Bullet Point หรือ Table
เคล็ดลับจากอาจารย์บิ๊ก: ให้ AI ช่วย "แต่ง Prompt" ให้ก่อน โดยบอก Context คร่าวๆ แล้วขอให้มันร่าง Prompt ดู คำตอบที่ได้จะช่วย Inspire ให้นึกถึงมุมที่ลืมคิดไป แล้วค่อยนำมาปรับ Prompt ของเราให้สมบูรณ์ขึ้น
เคล็ดลับจากคุณเอิร์น: ถ้าไม่รู้จะใส่อะไรใน Context ให้บอก AI ว่า "ช่วยสัมภาษณ์เราหน่อย ถามมาทีละข้อ" แล้วตอบไปเรื่อยๆ เหมือนคุยกัน AI จะรวบรวมข้อมูลให้เองจนครบ
"จำแค่ 2 อย่างนี้ก็คิดว่าเพียงพอแล้วค่ะ" — คุณเอิร์น, เรื่อง Context + Outcome
AI ไม่ได้ถูกต้อง 100% เสมอไป หลายคนได้คำตอบมาแล้วใช้ทันที โดยไม่ Recheck หรือถามกลับว่าข้อมูลมาจากไหน ซึ่งอันตรายมาก
มีเคสจริงระดับแบรนด์ใหญ่ที่ถึงขั้น ไล่ CEO ออก เพราะไม่มีคนตรวจสอบงานที่ AI ทำก่อนนำไปใช้จริง
ข้อมูลที่เทรน AI ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลระดับโลก พอนำมาใช้กับบริบทไทยหรือ Local มากๆ เช่น ราคาสินค้า ค่าครองชีพ ตัวเลขเฉพาะประเทศ อาจไม่ตรงความจริง ต้องแก้ไขตัวเลขให้ถูกต้องก่อนนำไปใช้เสมอ
บางขั้นตอนที่ AI แนะนำมาอาจไม่มีอยู่จริงในบางประเทศ ต้องรู้จักตัดออกเองด้วย
"ใช้เป็นเพื่อนคู่คิดมากกว่า ไม่ใช่ให้คิดแทนทั้งหมด"— คุณเอิร์น
อย่าให้ AI มาเป็นนายเรา ให้เราเป็นนายมัน — ต้องตั้งคำถามและอ่านทุกขั้นตอนที่ AI ทำอยู่เสมอ ไม่ใช่รอดูแค่ผลลัพธ์สุดท้าย
ต้อง "เอ๊ะ" ให้เป็น สังเกตว่าคำตอบแปลกไหม ถูกไหม เพราะบ่อยครั้งที่พอทักท้วงว่าอันนี้ผิดหรือเปล่า AI จะยอมรับทันทีว่า "จริงด้วย ฉันทำผิดเอง" — เกิดขึ้นบ่อยมาก
ความรู้พื้นฐานยังสำคัญมาก แม้ AI จะช่วยสร้างงานให้ง่ายขึ้น (เช่น Excel) แต่ต้องมีพื้นฐานพอจะตรวจสอบได้ว่าสิ่งที่ AI ส่งมอบมานั้นถูกต้องจริงหรือไม่
อาจารย์บิ๊กเสริม: การใช้ AI มี 2 แบบหลัก คือ
ใช้ทำงาน/การบ้านให้เสร็จ
ใช้เพื่อหาความรู้ สิ่งที่เด็กรุ่นใหม่มักขาดคือ แบบที่ 2 เพราะมักใช้ AI แค่ให้งานจบๆ ไป
คนที่ใช้ AI เพื่อหาความรู้จะพัฒนาแบบก้าวกระโดด เพราะเรียนรู้สิ่งที่คนรุ่นก่อนสั่งสมนาน 10 ปี ได้ภายใน 10 นาที
คนรุ่นที่โตมาโดยไม่มี AI จะมีแกนความรู้จากประสบการณ์สั่งสมเอง ทำให้สั่งงาน AI ได้แม่นกว่า — เด็กรุ่นใหม่จึงต้องตั้งใจสร้างแกนความรู้นี้ผ่านการใช้ AI เพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ใช้ให้งานเสร็จ
"อย่าให้ AI เป็นนายเรา ให้เราเป็นนายมัน" — คุณเอิร์น
จีนสนับสนุน AI เต็มที่ในทุกระดับ บริษัทไหนเปิดรับตำแหน่งงานสาย AI เช่น AI Engineer รัฐบาลจะช่วยสนับสนุนเงินเดือนคนนั้นด้วย
สนับสนุนถึงระดับบุคคล เช่นโมเดล One Man / One Woman Company สำหรับคนที่ทำ Open Source โดย 1 คนทำงานได้เทียบเท่าหลายบริษัท
ไม่มีการห้ามใช้ AI แต่มีการควบคุมว่าจะใช้แบบไหน โมเดลหลักที่รัฐบาลจีนหนุนอยู่ตอนนี้คือ GLM
คาดว่าในช่วง 1–2 ปีนี้ AI จะถูกผนวกเข้าไปในหลักสูตรการเรียนของจีน รวมถึงการสอบเอนทรานซ์ด้วย
คุณเอิร์นเสริมว่า เคยได้ยินข่าวคนจีนต่อแถวยาวเพื่อลงทะเบียน Open Source กันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สะท้อนความตื่นตัวสูงมาก และอยากให้คนไทยตื่นตัวแบบนี้บ้าง
อาจารย์บิ๊กไม่ห้ามนักศึกษาใช้ AI และปรับวิชาที่สอนให้เป็น Project-based / Active Learning มากขึ้น ลดสัดส่วนข้อสอบปิดตำรา (แต่ยังมีอยู่บ้างเพื่อวัดความรู้พื้นฐาน)
เน้นวัดผลที่ Outcome เป็นหลัก เช่น วิชา Marketing ถ้าทำยอดขายได้จริงไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ไหนก็ให้เกรด A ได้ เพราะข้อสอบเก่าถูก AI "ทำลาย" ไปแล้ว (ตอบได้ง่ายเกินไป)
ครูบางคนอาจเลี่ยงปัญหาด้วยการห้ามใช้ AI เพื่อใช้ข้อสอบเดิมต่อไป แต่อาจารย์บิ๊กมองว่าต้องคิดกลับด้าน คือปรับตัวออกแบบการประเมินใหม่แทนการห้าม
แนวทางคือแยกให้ชัด: กรณีต้องห้ามใช้ AI (เพื่อวัดพื้นฐานจริงๆ) กับกรณีเปิดให้ใช้ได้ (เพื่อวัดทักษะการใช้ AI) — คนที่มีพื้นฐานดีกว่าจะตั้งคำถามและสั่งงาน AI ได้ดีกว่า ผลงานจึงต่างกันชัดเจนแม้ใช้ AI ตัวเดียวกัน
มีการเสนอว่าไทยควรมีการอบรมคุณครูเรื่องทักษะ AI อย่างจริงจัง เพราะครูหลายท่านตามไม่ทัน อาจรับมือความเปลี่ยนแปลงของเด็กที่ใช้ AI ได้ไม่ไหว
ติวคณิตศาสตร์: ถาม AI ตรงๆ ว่ากำลังเรียนหัวข้อไหน (เช่น ม.2 เทอม 2 พีทาโกรัส เทอม 3 ตรีโกณมิติและอัตราส่วน) ให้ AI ทำไกด์ไลน์อธิบายให้เข้าใจ จากนั้นขอโจทย์ฝึกและปรับความยากได้ตามต้องการ ถ้าทำไม่ได้ก็ให้ AI ช่วยเฉลย
เทียบกับสมัยก่อนที่ต้องวิ่งหาหนังสือ หาโจทย์ต่างประเทศ หาคนเฉลย — ตอนนี้ AI ทำให้ครบจบในที่เดียว
ผู้ปกครองควรนั่งเรียนรู้ไปพร้อมกับลูก ตั้งคำถามไปด้วยกัน เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในครอบครัว เพราะโดยธรรมชาติเด็กมักเลือกเล่นหรือเที่ยวมากกว่าอ่านหนังสือ
ตัวอย่างจริง: รุ่นพี่คนหนึ่งใช้ Codex สร้างเกมสอนภาษาอังกฤษให้ลูกเอง เป็นเกมนกบินที่ต้องเลือกคำแปลให้ตรงกับคำศัพท์ทัน ไม่งั้นจะโดนกำแพงหรือโดนยิง — สั่งง่ายๆ แค่บอก Context (อายุเด็ก รูปแบบที่อยากได้) และ Outcome โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเองเลย
นอกจากเขียน Prompt เป็นแล้ว ควรสำรวจฟีเจอร์ในแอปที่ใช้อยู่ให้ครบ เพราะหลายฟีเจอร์ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก เช่น การปรับ Personality หรือตั้ง Rules ให้ AI ซึ่งช่วยให้ได้ผลลัพธ์ต่างจาก AI แบบ General ทั่วไป
My GPT: ปรับแต่ง AI ให้เป็นเหมือนเลขาส่วนตัวเฉพาะงานแต่ละประเภท ทำง่าย ถ้าไม่รู้วิธีก็ถาม ChatGPT ให้ช่วยสอนได้เลย และแชร์ต่อให้ทีมงานใช้ได้ด้วย สร้างครั้งเดียว ใส่ข้อมูล CI และมาตรฐานงานลงไป ทั้งทีมก็ใช้มาตรฐานเดียวกันได้หมด
Codex: หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องเขียนโค้ดเป็นถึงจะใช้ได้ แต่จริงๆ ใช้งานเหมือนพิมพ์แชทกับ ChatGPT ปกติเลย ต่างกันตรงที่ Codex มีความเป็น AI Agent คือลงมือทำงานเป็นขั้นตอนให้จริงๆ ไม่ใช่แค่บอกวิธีให้เราไปทำเอง
วิธีสั่งงาน: บอก Context + Outcome + ระบุขั้นตอนที่อยากให้ทำ เช่น ให้ไปรีเสิร์ชข่าว เอามาเขียนคอนเทนต์ 30 วัน แตกเป็น Pillar และทำภาพประกอบด้วย สั่งงานได้เหมือนสั่งลูกน้อง/ผู้ช่วยส่วนตัว แต่ระหว่างทางต้องคอยเช็กผลลัพธ์ด้วยเสมอ
Doubao (โต่วเปา) ของค่าย TikTok/Douyin โดดเด่นเรื่อง Generate วิดีโอ ราคาถูกกว่า ChatGPT และ Gemini มาก คุณภาพอยู่ราว 8–9/10 เทียบกับ 10/10 ของเจ้าตลาด ซึ่งเพียงพอสำหรับงานโฆษณาทั่วไป ทำให้หลายคนหันมาใช้เพื่อประหยัดงบ
Claude ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะราคา Token ถูกกว่ามาก คุณเอิร์นเองก็สนใจอยากลองใช้ แต่ปัจจุบันใช้ ChatGPT เป็นหลักตามนโยบายบริษัท
สรุป: งานที่ต้องประหยัดงบมีตัวเลือกฝั่งจีนหรือ Claude ส่วนงานที่ต้องการคุณภาพสูงสุดอาจต้องจ่ายแพงขึ้นกับเจ้าตลาดหลัก — เลือกให้เหมาะกับโจทย์งาน
ไม่ต้องกลัวใช้ AI ผิด เพราะ AI พร้อมแก้ไขให้เสมอและไม่บ่นแม้จะขอแก้ 10–20 รอบ — ใช้จุดนี้ผลักดันงานให้มีคุณภาพสูงสุดได้เต็มที่
AI พัฒนาเร็วมากในรอบปีเดียว ทั้งความฉลาดของโมเดลและความสามารถของ AI Agent จากที่เคยสร้างเกมหรือเว็บไซต์ได้ไม่ค่อยสมบูรณ์ ตอนนี้ทำได้เนียบและตรงโจทย์มากขึ้นเรื่อยๆ
คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ภาพรวม AI จะเปลี่ยนไปอีกมาก ไม่ต้องรอถึงปีหน้า
ข้อกังวลเรื่อง "AI จะมาแย่งงาน" มีส่วนจริงอยู่ แต่ถ้าไม่ปรับตัวเลยก็มีโอกาสถูกแทนที่จริงๆ ทางที่ดีที่สุดคือพัฒนาตัวเองให้ใช้ AI เป็น
"ต่อไปนี้จะเป็นโลกของคนที่ใช้ AI เป็น ใครใช้ AI ได้ดีกว่าคนนั้นก็เจ๋งกว่าครับ"— อาจารย์บิ๊ก
วันที่: วันศุกร์ที่ 14 (สัปดาห์ถัดจากไลฟ์นี้)
สถานที่: SCBX NEXT TECH สยามพารากอน
ค่าใช้จ่าย: ลงทะเบียนฟรี (First come, first served)
ที่นั่ง: จำกัดประมาณ 400 ที่นั่ง
ภายในงานมี Interactive Workshop เนื้อหาเกี่ยวกับ AI สำหรับ SME และ Office Worker โดยเฉพาะ
Q: มือใหม่ที่ไม่มีพื้นฐานเทคเลย เริ่มใช้ AI ยังไงดี
A: ลิสต์งานที่ทำทุกวันแล้วถาม AI ตรงๆ ว่าช่วยอะไรได้บ้าง เริ่มจากงานง่ายๆ ในชีวิตประจำวันก่อน
Q: เขียน Prompt ให้ AI เข้าใจ ต้องใส่อะไรบ้าง
A: แค่ 2 อย่าง คือ Context (เราเป็นใคร ทำอะไร) และ Outcome (อยากได้ผลลัพธ์แบบไหน)
Q: เชื่อคำตอบจาก AI ได้ 100% ไหม
A: ไม่ได้ AI ตอบผิดได้เสมอ ต้องตรวจทานทุกครั้งก่อนนำไปใช้จริง โดยเฉพาะตัวเลขและบริบทเฉพาะของไทย
Q: Codex ต้องเขียนโค้ดเป็นก่อนไหมถึงจะใช้ได้
A: ไม่ต้อง ใช้งานเหมือนแชทกับ ChatGPT ปกติ แค่บอก Context และ Outcome ให้ชัดเจน
Q: อาชีพไหนควรระวังเรื่องพึ่งพา AI เป็นพิเศษ
A: งานฝั่งกฎหมายที่ต้องอิงบริบทเฉพาะของประเทศไทย เพราะฐานข้อมูลของ AI ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลระดับโลก
// อ่านต่อ